ถ้อยคำของชีซู้กระแทกลงกลางใจของกู้เฉินเอี๋ยนอย่างหนักหน่วง
เขาคิดว่าคำพูดของนางมีไว้กล่าวให้เขาฟัง
นางกำลังตำหนิเขา ตำหนิที่เมื่อก่อนเขาคอยระแวงและยืนมองอยู่เฉย ๆ จึงจงใจแสดงฉากนี้ขึ้นมาเพื่อกล่าวโทษเขา
เพื่อให้เขารู้ว่า หากวันนั้นที่จวนโหวเขาเชื่อใจและปกป้องนางเช่นที่อู๋ซวี้ทำในวันนี้ ทั้งสองคงไม่ต้องเดินมาถึงจุดนี้
นางยังคงเป็นคนเดิมที่เขารู้จัก เพียงแต่ในใจมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อเขาสะสมอยู่มากมาย
เขาทั้งกลัดกลุ้มทั้งเสียใจสำนึกผิด ทว่าในใจกลับมีความอิ่มเอมผุดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ในใจนางคงยังมีเขาอยู่ มิฉะนั้นคงไม่ชิงชังเขาถึงเพียงนี้
เพียงแต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ อีกทั้งสายตารอบข้างล้วนจับจ้องมาดูเรื่องสนุก เขาจึงรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง ต้องกลืนความรู้สึกขมฝาดร้อนผ่าวในลำคอลงไป แล้วประสานมือคารวะอู๋ซวี้อย่างแข็งทื่อ “ภรรยาของกระหม่อมวางตัวและพูดจาไม่เหมาะสม เป็นเพราะกระหม่อมอบรมดูแลไม่ดี กลับจวนแล้วกระหม่อมจะว่ากล่าวอบรมอย่างเข้มงวด ขออ๋องโปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เขายังคงไม่ยอมเรียกชีซู้ว่า “พระชายา” แม้แต่คำเดียว
กล่าวจบ เขาก็เอื้อมมือกลับไปคว้าข้อมือชีว่านหนิง แรงบีบหนักหน่วงจนแทบขยี้กระดูกนางให้แหลก แล้วลากนางหันหลังเดินออกไปนอกสวน
ชีว่านหนิงถูกลากจนเซถลาไปหลายก้าว นางมองใบหน้ามืดครึ้มของเขา แล้วร้องบอกเสียงแผ่วว่าเจ็บ
แต่เขาไม่เพียงไม่คิดทะนุถนอม กลับยิ่งลากนางแน่นขึ้น
เมื่อทั้งสองเดินห่างออกไปแล้ว ชีซู้ก็ถอยหลังทันทีหนึ่งก้าว ผละออกจากอ้อมแขนของอู๋ซวี้ เว้นระยะห่างจากเขา แล้วเอ่ยเสียงเบา “ขอบพระทัยอ๋อง”
