กู้ชิงอิงฟังจบก็ยืดกายตรง สีหน้าไม่ได้ขุ่นเคืองที่ถูกตักเตือน กลับยกยิ้มขึ้นมา
“ตรงไปตรงมาดี” แววตาของนางกลับเผยความชื่นชมราวกับพบคนที่มีใจตรงกัน จึงยิ้มพลางเอ่ยชวน “วุ่นวายกันมาตลอดครึ่งเช้า หากมิใช่ข้าคว้าตำแหน่งที่หนึ่งมาเพื่อกราบทูลขอให้รื้อคดีขึ้นไต่สวนใหม่ เจ้าก็คงไม่ต้องเดินทางมาถึงที่นี่ ข้าเองก็พูดคำขอโทษตามมารยาทไม่เป็น เช่นนั้นไปกินมื้อกลางวันด้วยกันเถิด ถือเสียว่าข้าขอขมา เรื่องบาดหมางในอดีตให้เลิกแล้วต่อกัน”
เมื่อเอ่ยขอโทษแล้ว นางก็ไม่เสแสร้งอ้อมค้อมอีก น้ำเสียงเปิดเผยตรงไปตรงมา มิได้จงใจประจบเอาใจ
ชีซู้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าตอบรับ
นางเคยนึกว่า หลังจากช่วยให้กู้ชิงอิงมองเห็นธาตุแท้ของชีว่านหนิงและคลี่คลายความเข้าใจผิดระหว่างกันแล้ว อีกฝ่ายคงกระดากใจจนหลบหน้านาง คิดไม่ถึงว่าจะตรงไปตรงมาเช่นนี้ รีบยอมรับผิดและเอ่ยขอโทษทันที
ชีซู้ชื่นชมความใจกว้างของกู้ชิงอิง อีกทั้งออกจากจวนมาแล้ว จะร่วมโต๊ะกินข้าวสักมื้อก็หาใช่เรื่องเสียหาย
กู้ชิงอิงพลิกกายขึ้นม้า ควบออกนำทาง
ทั้งสองผ่านถนนไปสองสาย กู้ชิงอิงก็ดึงบังเหียนหยุดม้าหน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่ง
นางพลิกกายลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว ส่งบังเหียนให้เสี่ยวเอ้อที่เดินเข้ามาต้อนรับ ก่อนหันไปมองชีซู้ซึ่งลงจากรถม้าแล้ว “ปลากะพงนึ่งของร้านนี้ทำได้ไม่เลว ลองชิมดูเถิด”
ชีซู้ตอบรับ แล้วเดินตามนางขึ้นไปยังที่นั่งริมหน้าต่างชั้นสอง
เมื่อสั่งอาหารเรียบร้อย กู้ชิงอิงก็รินชาให้ตนเอง คล้ายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อก่อนชีว่านหนิงพูดอยู่เสมอว่าเจ้าทำตัวอ่อนโยนต่อหน้าผู้คน แต่ชอบไปแสร้งทำตัวน่าสงสารต่อหน้าท่านโหว จนทำให้นางถูกลงโทษโดยไร้เหตุผล”
