ทางตำหนักหลักมีเสียงขานนามของขุนนางพิธีการดังมา ผู้ติดตามต่างทยอยเข้าไปด้านในตามลำดับขั้น
ชีซู้ก้าวช้า ๆ ไปหาอู๋ซวี้ ตลอดทางมีผู้คนเหลียวมองนาง
เดิมทีนางมิได้ใส่ใจ จนกระทั่งชั่วขณะหนึ่ง พลันรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง ความรู้สึกเช่นนี้ช่างคล้ายกับวันนั้นที่วัดลัทธิเต๋า ตอนถูกชีว่านหนิงซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดแล้วจ้องมองด้วยแววตาอำมหิต จนชวนให้อึดอัดใจ
เป็นผู้ใดกัน?
นางชะลอฝีเท้า ก่อนเบือนหน้ามองหา
ฝูงชนพลุกพล่าน บ้างก้มหน้าสนทนา บ้างจัดเครื่องแต่งกาย ไม่มีผู้ใดมองนางอีก
ยามนี้ชีว่านหนิงอยู่กรมว่าการโทษ ไม่มีทางอยู่ที่ลานล้อมล่าได้
สายตาเมื่อครู่เป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือ?
ชีซู้ครุ่นคิดอยู่กับตนเอง พลางเดินไปหยุดตรงหน้าอู๋ซวี้
“กำลังมองหาผู้ใด?” อู๋ซวี้เห็นชัดว่านางชะลอฝีเท้าและมองหาคนเมื่อครู่
ชีซู้ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ทั้งกลัวว่าตนจะตื่นตูมเกินเหตุ จึงตอบอย่างคลุมเครือว่า “รู้สึกเหมือนมีคนมองข้า จึงอยากดูว่าเป็นผู้ใด”
อู๋ซวี้จึงมิได้ซักถามต่อ เขากวาดตามองสีหน้าและแววตาของนางดังเช่นเคย แล้วถามว่า “ระหว่างทางมีผู้ใดทำให้เจ้าไม่พอใจหรือไม่?”
ตั้งแต่นางลงจากเกี้ยวหงส์ เขาก็คิดจะถามประโยคนี้
ชีซู้ส่ายหน้า “ไม่มี ไทเฮาเพียงสนทนาเรื่องทั่วไป ถามถึงเรื่องอาเหิง แล้วก็เรื่องวันนั้นที่วัดลัทธิเต๋า ตรัสว่าจะให้อาเหิงสอนเจียงอวี้รุ่ยขี่ม้าและยิงธนู คงอยากให้ทั้งสองสนิทสนมกันขึ้น มิได้ตรัสเรื่องอื่น”
อู๋ซวี้ฟังจบก็ไม่แสดงความเห็น เพียงกล่าวว่า “ข้าต้องไปลานล้อมล่าสักครู่ เจ้าไปพักที่เรือนรับรองก่อน หากในห้องขาดสิ่งใด ก็ไปขอรับจากแม่นมฝาง”
