วันที่เจ็ด เดือนเจ็ด
ยามเย็น ชีซู้ก็ออกจากจวน เตรียมไปจวนลู่เพื่อรับป้าย่ากับลู่เหิงออกเที่ยวชมราตรี
วันนี้นางเปลี่ยนมาสวมเสื้อสีขาวนวล จอนผมปักเพียงปิ่นหยกเรียบง่ายหนึ่งเล่ม บนถนนผู้คนพลุกพล่าน สายตาสอดส่องก็มากมาย แต่งกายเรียบง่ายไว้ย่อมปลอดภัยกว่า
รถม้าแล่นผ่านถนนตลาดที่เริ่มสว่างไสวด้วยแสงโคม ก่อนหยุดลงหน้าจวนลู่
เพิ่งลงจากรถ นางก็พบเจียงอวี้รุ่ยที่มาถึงช้ากว่านางก้าวหนึ่ง
เจียงอวี้รุ่ยสวมกระโปรงสีเหลืองห่าน ยิ้มแย้มพลางเดินเข้ามาหา “พี่หญิงซู้ก็มาหาอาเหิงหรือเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินคำเรียกสนิทสนมว่า “อาเหิง” ชีซู้ก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาเล็กน้อย ไม่นานก่อนหน้านี้ นางยังไม่เห็นลู่เหิงอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
ทว่านางก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ ตอนแรกที่เจียงอวี้รุ่ยคิดจะย้ายเข้าไปอยู่ในตำหนักอ๋อง นางก็ใช้ท่าทีสนิทสนมกระตือรือร้นเช่นนี้
มิน่าเล่าไทเฮาจึงเลือกนาง นางเชื่อฟังและรู้จักประจบเอาใจจริง ๆ
ชีซู้ตอบด้วยสีหน้าปกติ “อาเหิงน่าจะหายดีแล้ว วันนี้เป็นเทศกาลชีซี พวกเราจึงตั้งใจจะออกเที่ยวชมราตรีด้วยกัน”
เช่นเดียวกับตอนนั้นที่ลู่เหิงพยายามเอาอกเอาใจเจียงอวี้รุ่ยในตำหนักอ๋องทุกวิถีทาง เพราะกลัวเจียงอวี้รุ่ยจะไปพัวพันอู๋ซวี้ คำพูดนี้ของนางก็มีจุดประสงค์เพื่อขจัดความคิดที่เจียงอวี้รุ่ยจะอยู่กับลู่เหิงตามลำพังเช่นกัน
เจียงอวี้รุ่ยคล้องแขนนาง “เช่นนั้นก็ดียิ่ง พวกเราไปด้วยกันเถิด เทศกาลชีซีในเมืองหลวงต้องครึกครื้นและสนุกมากแน่!”
สีหน้าชีซู้ไม่เปลี่ยน ทว่าในใจกลับถอนหายใจให้กับถ้อยคำคุ้นหูนี้
...มาอีกแล้ว
ทั้งสองเดินไปถึงโถงหน้า ซ่งหมิ่นได้ยินข่าวจึงรีบออกมาต้อนรับ นางสบตากับชีซู้แวบหนึ่ง ก่อนทักทายทั้งสองแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “ไข้สูงหายดีแล้วก็จริง แต่กลางวันวันนี้ไม่รู้เป็นอะไร จู่ ๆ ก็มีผื่นขึ้นเต็มตัว ดูแล้วน่าตกใจยิ่งนัก”
