เจียงอวี้รุ่ยคิดจะทำให้ชีซู้จนคำพูด กลับถูกนางย้อนเสียเอง ยิ่งอัดอั้นคับข้องใจขึ้นไปอีก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงควบคุมสีหน้าได้ “พี่สาวซู่จะไปที่ใดกับท่านอ๋องหรือ ข้าขอไปด้วย”
นางยื่นมือคว้าแขนเสื้อชีซู้ ออดอ้อนอย่างน่าสงสาร “พี่สาวซู่คงไม่ทิ้งข้าไว้ในตำหนักอ๋องตามลำพังหรอกกระมัง”
“เจ้าไม่ได้นอนทั้งคืน ไม่คิดกินดื่ม ทั้งยังไม่ควรขยับเขยื้อน จะออกไปข้างนอกได้อย่างไร” ชีซู้กล่าวอย่างลำบากใจ “อีกอย่าง ข้าตัดสินใจแทนท่านอ๋องไม่ได้ น้องสาวอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”
นางตบหลังมืออีกฝ่ายเบา ๆ แล้วหยิบคำที่เจียงอวี้รุ่ยเคยใช้ย้อนลู่เหิงมาปิดปากนางบ้าง “น้องสาวจงพักรักษาตัวให้ดี อย่าปล่อยให้โรคทิ้งรากไว้ มิฉะนั้นภายหน้าจะเดินเหินไม่สะดวก ทั้งเจ้าและอาเหิงก็จะลำบาก”
“อย่าให้ท่านอ๋องต้องรอนาน ข้ากลับจวนแล้วค่อยมาเยี่ยมน้องสาวอีกครั้ง”
กล่าวจบ นางก็ไม่เปิดโอกาสให้เจียงอวี้รุ่ยพูดต่อ ลุกขึ้นก้าวจากไป
ลู่เหิงเดินตามหลังชีซู้ บ่นอย่างไม่พอใจว่า “พี่สาวลูกพี่ลูกน้องไปมาหาสู่กับสตรีป่าเถื่อนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
ชีซู้มองเขาอย่างไม่เห็นด้วย พลางเตือนว่า “นางเป็นลูกพี่ลูกน้องของไทเฮา”
เรื่องความคิดของไทเฮานั้นไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง นางกล่าวผ่านไปเพียงประโยคเดียวแล้วเปลี่ยนเรื่อง “นอกจากให้ข้ารอบนรถม้าแล้ว ท่านอ๋องยังสั่งอะไรอีกหรือไม่”
ลู่เหิงส่ายหน้า ก่อนชี้มาที่ตนเองแล้วเสริมว่า “รอพวกเรา”
