ในห้องโถงมีเสียงสูดลมหายใจเย็นเยียบดังขึ้นทั่วทุกทิศทาง
ชีซู้ยังคงมึนงงเล็กน้อย เงยหน้าสบสายตาของเขา สีหน้าตะลึงงันเอ่ยถามขึ้นว่า “เหตุใดต้องเป็นข้าด้วย?”
เขาจักแต่งนางผู้ไร้มารดาคุ้มครอง เป็นบุตรสาวสายหลักที่ไม่ได้รับความโปรดปรานของจวนโหวผู้นี้ไปเพื่อสิ่งใด?
อู๋ซวี้มิได้ตอบ เพียงเหลือบมองลู่ชิวจื้อที่มีสีหน้าเคร่งเครียดไปด้านข้าง เป็นสัญญาณให้พวกเขาถอยออกไป ประสงค์จะพูดคุยกับชีซู้เพียงลำพัง
ลู่ชิวจื้อทำได้เพียงจูงซ่งหมิ่นที่เหลียวหน้ากลับมาหลายครั้งให้ถอยออกไป
ในห้องโถงอันกว้างใหญ่คงเหลือเพียงสองคนเท่านั้น
อู๋ซวี้กวาดตามองตำแหน่งที่คั่นด้วยโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งห่างจากตนหนึ่งช่วงตัว แล้วกล่าวว่า “นั่งลง”
ชีซู้ลงนั่ง หลุบตาลดสายตาลงกลบเกลื่อนความอยากรู้อยากเห็นและความกระวนกระวาย ท่าทางคล้ายผู้ที่พร้อมจะตั้งใจฟังอย่างสงบเสงี่ยม
อู๋ซวี้เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เมื่อวานที่ตำหนักเซียนอวิ๋น ข้าบังเอิญได้ยินถ้อยคำที่นางพูดกับมารดาของนางก่อนจะออกเดินทางกลับจวนโหว”
ชีซู้เงยหน้าด้วยความประหลาดใจ “หรือท่านอ๋องคือแขกผู้มีเกียรติที่เต้าจางชิงซวีรับรองเมื่อวาน?”
อู๋ซวี้ส่งเสียง “อืม” เบา ๆ แล้วเอ่ยตอบคำถามแรกของนางอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อม “ข้าไม่มีเวลาและมิได้มีใจสนใจเรื่องความรักใคร่ นางเป็นผู้ที่เข้าใจอะไรง่าย ๆ ไม่มีนิสัยชอบแข่งขันชิงดี แค่นี้ก็ถูกใจข้าแล้ว”
“แต่ในเมืองหลวงย่อมไม่ขาดสตรีที่คิดเหมือนข้า และอีกอย่าง…เหตุผลที่ข้าถอนหมั้นกับคุณชายรัชทายาทกู้ ท่านอ๋องคงได้ยินข่าวลือมาบ้างแล้ว ท่านอ๋อง…ไม่รังเกียจหรือ?”
นางไม่เคยดูถูกตัวเอง แต่ก็รู้ดีว่าตนเองมิได้พิเศษถึงเพียงนั้นว่าจะมีเพียงคนเดียวในใต้หล้า
เขาคืออ๋องผู้สำเร็จราชการ หากประสงค์จะแต่งสตรีที่ไม่แก่งแย่งชิงดีเพื่อจัดการดูแลเรือนเหย้าให้ก็เป็นเรื่องง่ายดาย เหตุใดต้องเลือกนางที่กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้?
เขาจัก…เหมือนกับกู้เฉินเอี๋ยนที่บังคับให้นางตรวจร่างกายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกหรือไม่?
ความอัปยศเช่นเดียวกันนั้น นางจะไม่ยอมรับเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด
“นางบริสุทธิ์” อู๋ซวี้เอ่ยขึ้นช้า ๆ โดยไม่ปิดบัง “เมื่อวานข้าออกจากตำหนักเพื่อกลับเมือง พบโจรภูเขาถือมีดห้าถึงหกคน จับสอบปากคำแล้วจึงรู้ว่าพวกมันถูกน้องสาวของนางใช้ให้มาหานาง แต่มิได้ลงมือสำเร็จ”
ชีซู้กระจ่างแล้วว่าทำไมอู๋ซวี้ถึงไม่ใส่ใจกับคำครหาทั้งหลาย และก็มิได้รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่ชีว่านหนิงทำเลยแม้แต่น้อย
เมื่อวานนางก็เดาไว้แล้ว
“จักจัดการอย่างไรก็สุดแล้วแต่นาง ส่วนพวกที่แพร่ข่าวลือออกไปนั้น ข้าจะจัดการเอง” อู๋ซวี้เอ่ยคำถามเป็นครั้งที่สอง “นางยินดีแต่งหรือไม่?”
ชีซู้หลุบตาลงนิ่งเงียบ
เขาไม่เคยวางท่าเหนือกว่า หรือใช้ตำแหน่งฐานันดรกดขี่นาง ทุกคำตอบเต็มไปด้วยความอดทนและจริงใจ
แต่ไม่รู้ว่าเพราะทุกอย่างมาเร็วเกินไปหรือไม่ ใจของนางกลับรู้สึกไม่มั่นคงนัก
อู๋ซวี้สีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม “หากนางยังไม่ยินดี ข้าก็จักไม่ฝืน”
เขาจิบชาไปคำหนึ่ง แล้วกล่าวคำมั่นสัญญาว่า “แต่หากนางตอบตกลง ข้าจักยอมตามคำขอของนาง คุ้มครองนางให้อยู่อย่างสงบสุขตลอดชีวิต จะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกนาง หรือละเลยนาง”
หัวใจของชีซู้เต้นพลาดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
สิ่งเหล่านี้เป็นคำพูดที่นางพูดกับมารดาเมื่อวาน เป็นความคาดหวังที่นางมีต่อสามีในอนาคต เขาจดจำได้หมดทุกอย่าง
ขนตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย หันไปสบตาคมดำสนิทของเขาอีกครั้ง “ข้าน้อยขอทูลถามท่านอ๋อง ท่านจักแต่งข้าเป็นภรรยาเอกหรือไม่?”
แม้ความหมายของเขาจะชัดเจนมากอยู่แล้ว แต่เมื่อเช้านี้กู้เฉินเอี๋ยนเพิ่งจะบังคับให้นางเป็นอนุ นางจึงอดไม่ได้ที่จะถามให้กระจ่างแจ้ง
“ย่อมเป็นเช่นนั้น” อู๋ซวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้าจักใช้พิธีการต้อนรับภรรยาเอกเพื่อพานางเข้าประตู”
ความคิดของชีซู้ปั่นป่วนเล็กน้อย “ท่านอ๋องพอจะให้เวลาข้าน้อยได้ไตร่ตรองสักระยะหนึ่งหรือไม่?”
อู๋ซวี้พยักหน้า “นางจงคิดให้รอบคอบ องค์ไทเฮากำลังหาคู่ให้ข้าอยู่ช่วงนี้ เพราะฉะนั้นข้าจึงรอได้เพียงหนึ่งวันเท่านั้น”
เขาพูดแค่นี้ก็พอแล้ว วางถ้วยชาลง ท่าทางเตรียมจะจากไปแล้ว
ได้ยินเช่นนั้น จุดที่ไม่มั่นคงในใจของชีซู้กลับจางหายไป
ดังนั้นเขาจึงไม่พอใจคนที่องค์ไทเฮาหาให้ถึงได้มาขอนางแต่งงั้นหรือ?
นางแม้จะไม่ค่อยเข้าใจการเมืองในราชสำนัก แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่า องค์หญิงหรือสตรีที่องค์ไทเฮาเลือกไว้คงไม่ยอมให้ควบคุมได้ง่ายดายเหมือนบุตรสาวสายหลักที่ไร้มารดาคุ้มครองและไร้บิดาหนุนหลังเช่นนาง
สิ่งที่เขาต้องการ คงเป็นนางที่คุมตำแหน่งชายาครองเสีย เพื่อไม่ให้องค์ไทเฮามีช่องทางก้าวก่าย
คิดมาถึงตรงนี้ ความลังเลในใจนางก็สลายหายไป ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นนางก็เอ่ยปากขึ้นก่อน “ท่านอ๋องพอจะยอมให้ข้าน้อยออกเรือนจากจวนลู่ได้หรือไม่?”
จวนโหวกลับไปไม่ได้แล้ว และนางก็ไม่อยากกลับไปอีก
อู๋ซวี้ดวงตาดำขลับทอประกาย “ตามใจนาง”
ชีซู้ลุกขึ้นยืน เอ่ยเสียงเบาพร้อมคารวะ “ท่านอ๋อง ข้ายินดีแต่งเจ้าค่ะ”
นางเพิ่งมาถึงจวนลู่ เรื่องเจอโจรภูเขาแล้วถูกถอนหมั้นก็แพร่สะพัดออกไป เห็นได้ชัดว่าแม้นางจะออกจากจวนโหวแล้ว เซิ่นฮุ่ยหลานกับลูกสาวทั้งสองก็ยังไม่คิดจะปล่อยนางไป ต่อไปข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะยุยงให้ตระกูลชีและตระกูลกู้ลงมือกับครอบครัวของมารดาอีกหรือไม่
หากได้แต่งกับอู๋ซวี้ นางย่อมปกป้องครอบครัวของมารดาได้เป็นแน่
เขาเป็นอ๋องผู้สำเร็จราชการที่กุมอำนาจทั้งแผ่นดิน ยอมให้นางได้ตำแหน่งภรรยาเอก แม้ไม่มีใจรักใคร่ แต่ก็ยินดีคุ้มครองนางให้ปลอดภัยตลอดชีวิต นับเป็นคู่แต่งงานที่ดีที่นางเฝ้าฝันถึงมานานแล้ว ไม่จำเป็นต้องรออีกหนึ่งวันเพื่อตัดสินใจแต่อย่างใด
ได้ยินเช่นนั้น อู๋ซวี้ที่เดิมทีจะจากไปแล้วก็ยับยั้งการเคลื่อนไหวไว้ แล้วอยู่พูดคุยเรื่องพิธีแต่งงานกับลู่ชิวจื้อและภรรยา
พูดคุยกันนานกว่าหนึ่งชั่วยาม ตอนจะจากไปสายตาของเขาก็ตกมาที่นางอีกครั้ง เอ่ยเสียงเบา ๆ “หากนางยังมีความคิดหรือข้อเรียกร้องอื่นใดเพิ่มเติม ก็ให้คนนำสาส์นมาหาข้าได้”
ชีซู้หลุบตาลงรับคำ “ขอบคุณท่านอ๋อง”
ลู่ชิวจื้อเดินส่งอู๋ซวี้ออกจากจวน ทั้งสองเดินห่างไปไกลแล้ว ซ่งหมิ่นจึงไล่บ่าวไพร่ให้ถอยออกไป แล้วรีบจับมือชีซู้ด้วยความเป็นห่วง “หลานสาวเจ้าจำต้องตอบตกลงเพราะทนรับแรงกดดันไม่ไหวหรือไม่? เจ้าอย่ากลัวไป เราค่อยหาทางกันต่อไป ต้องมีทางออกแน่ ลุงเขยของเจ้ายังไปได้…”
“ท่านมารดา” ชีซู้กุมมือของนางตอบกลับ “หลานยินดีแต่งจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“เจ้าต้องกลัวข้าเป็นกังวลเลยหลอกข้าแน่ ๆ!” ซ่งหมิ่นไม่เชื่อแม้แต่น้อย “เขาอายุมากกว่าเจ้าถึงรอบหนึ่งเต็ม ๆ เจ้าจะสมัครใจแต่งได้อย่างไร?”
“ท่านอ๋องรูปงามสง่า มีฐานันดรสูงส่ง นับว่าเป็นความสูงส่งของหลานที่ได้แต่งด้วย จะไม่ยินดีได้อย่างไร?”
“หน้าตาล้วนเป็นของปลอม! เขาเกินสามสิบแล้วยังอยู่เป็นโสด ไม่มีแม้แต่อนุสักคน ก็เพราะเขาไม่สามารถมีสัมพันธ์กับสตรีได้น่ะสิ!” ซ่งหมิ่นกระซิบด้วยความทุกข์ใจ “ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนเขาตามเสด็จพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนไปศึกจึงได้แผลติดตัวมา เจ้าเพิ่งวัยเยาว์ แต่แต่งไปกลับต้องอยู่อย่างไร้สามีดูแล ชีวิตที่เหลือจะทนอยู่ได้อย่างไร? มารดาเห็นแก่หลานไม่อยากให้เจ้าต้องทนรับความอับอายนี้…”
ชีซู้ฟังจบกลับยิ่งรู้สึกเบาสบายและมั่นคงขึ้น “หลานไม่เห็นว่าการอยู่อย่างไร้สามีดูแลนั้นจะเป็นความอับอาย กลับรู้สึกเป็นอิสระด้วยซ้ำ อีกอย่างเขาไม่สามารถมีสัมพันธ์กับสตรีได้ ต่อไปก็คงไม่มีบุตรจากอนุคนอื่นมาให้ต้องปวดหัว ไม่ดีกว่าหรือ?”
“ท่านมารดา ชูเอ๋อร์ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอันใหญ่หลวงใด ขอเพียงได้อยู่อย่างสงบสุขตลอดชีวิต ไม่ต้องมีความรักใคร่ลงเอยกันฉันสามีภรรยา ขอเพียงมีไมตรีต่อกันฉันแขกบ้านแขกเรือนก็พอแล้ว”
ซ่งหมิ่นเห็นว่าชีซู้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะแต่งแล้ว จึงถอนหายใจ “มารดารู้ว่าเจ้าเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ยังหวังว่าจะได้คิดใคร่ครวญอีกสักรอบ ตอนนี้เจ้ายังสาว เมื่อผ่านไปอีกสิบกว่าปี ไร้ลูกไร้หลานสักคน ยังไงก็ต้องเสียใจและรู้สึกเสียดายเป็นแน่”
ชีซู้สงบนิ่งและยอมรับความจริง “ชีวิตคนเรา ย่อมมีเรื่องไม่สมหวังอยู่เจ็ดแปดในสิบส่วน แต่หากได้สมหวังสักหนึ่งส่วน ชูเอ๋อร์ก็รู้สึกพอเพียงแล้ว”
ยามสนธยา ลูกพี่ลูกน้องชายวัยสิบห้าปีชื่อลู่เหิงกลับมาจากสำนักศึกษาหวัง ก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินเรื่องที่นางประสบในวันนี้ บนใบหน้าแห่งความเยาว์วัยที่ยังไม่จางหายก็ทั้งโกรธทั้งตกใจ “กู้เฉินเอี๋ยนเป็นคนอกตัญญูไร้เยื่อใยจริง ๆ ทำให้พี่สาวต้องรอคอยเขามาหลายปีโดยเปล่าประโยชน์!”
ด่าเสร็จก็ย้ายเข้าไปใกล้ชีซู้ สอบถามด้วยความตื่นตระหนก “พี่สาวจะแต่งกับอ๋องผู้สำเร็จราชการจริง ๆ หรือ?”
ชีซู้พยักหน้า แล้วเก็บความหวาดกลัวบนใบหน้าของเขาไว้ในสายตา “เจ้าหวาดกลัวเขามากหรือ?”
ดวงตาของลู่เหิงกระพริบอย่างเคอะเขิน พยายามรักษาหน้าพึมพำขึ้น “นั่นคืออ๋องผู้สำเร็จราชการที่ครั้งหนึ่งเคยเข่นฆ่าล้างบางที่ประตูเฉิงอานนะ พี่ ขุนนางทั้งวังใครบ้างจะไม่กลัว? ที่ข้ากลัวเขาก็เป็นเรื่องปกติ”
“เข่นฆ่าล้างบางที่ประตูเฉิงอาน?”
ลู่เหิงพยักหน้า “คืนที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนเสด็จสวรรคต อี้ตี้ของพระองค์นามว่าจางเป็นกบฏยกทัพเข้าล้อมพระราชวัง ถูกอ๋องผู้สำเร็จราชการสังหาร ทหารกบฏสามพันคนตายหมดสิ้น เลือดไหลจากตำหนักไท่เหอไปจนถึงประตูเฉิงอานเชียวล่ะ!”
เขาทำสีหน้าลึกลับแล้วถามขึ้น “พี่สาวเคยได้ยินคำพูดหนึ่งหรือไม่?”
“คำพูดอะไร?”
เขาโน้มตัวเข้าหานางกระซิบที่ข้างหู “ยอมพบเจ้ายมราช อย่าได้พบพานอู๋อ๋อง!”
ใบหน้าของอู๋ซวี้ผุดขึ้นมาในความคิดของชีซู้ นางยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วพูดล้อเลียน “แต่บัดนี้เขาเป็นพี่เขยของเจ้าแล้ว ต่อไปนี้เจ้ากลัวว่าจะต้องพบพานอู๋อ๋องบ่อย ๆ แน่”
