ไม่นานนัก หนิงมั่วก็ควบม้าเข้ามาใกล้ ก่อนหยุดห่างออกไปสิบกว่าจั้ง เขาพลิกกายลงจากหลังม้าแล้วกล่าวว่า “ท่านอ๋อง ทางกั๋วกงกู้ส่งคนมาแจ้งว่า อีกครึ่งชั่วยามจะประลองขี่ม้ายิงธนูกับท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ซวี้พยักหน้ารับรู้ จากนั้นหนีบสีข้างม้า ควบพาชีซู้ไปยังข้างอัฒจันทร์ของลานล่าสัตว์ แล้วประคองนางลงจากหลังม้า
ชีซู้มีถ้อยคำมากมายอยากเอื้อนเอ่ย ทว่าพอถึงริมฝีปากกลับเหลือเพียงประโยคเดียว “ท่านอ๋องโปรดระวังพระองค์ด้วย”
เมื่อเทียบกับชัยชนะแล้ว นางปรารถนาเพียงให้เขาปลอดภัยไร้บาดแผล
อู๋ซวี้ขานรับเบา ๆ ก่อนพลิกกายขึ้นหลังม้าอีกครั้ง ครั้นกำลังจะหันหัวม้า เขาก็ไม่ลืมกำชับว่า “หากอยากเรียนขี่ม้ายิงธนู อย่าไปหาลู่เหิง รอข้า”
“เพคะ”
ชีซู้ยืนอยู่กับที่ มองส่งเขาควบม้าจากไป จากนั้นจึงก้าวขึ้นอัฒจันทร์
นางหาที่นั่งลง ไม่นานแม่นมฝางกับหนานจือก็มาถึงข้างกายนางเพื่อคอยปรนนิบัติ เห็นทีคงได้รับข่าวแล้ว
แม่นมฝางประคองเสื้อคลุมบางผืนหนึ่ง ยื่นให้นางพลางยิ้มกล่าวว่า “พระชายา ท่านอ๋องให้คนส่งมาเจ้าค่ะ ทรงเห็นว่าลมในลานล่าสัตว์แรง เกรงว่าพระชายาจะทรงหนาว บ่าวช่วยคลุมให้นะเจ้าคะ”
ชีซู้ทอดสายตามองไปยังร่างในชุดดำที่กำลังก้มตรวจสายธนูอยู่ไกล ๆ พลางคิดในใจว่าเขาช่างใส่ใจนัก
แม้จะไม่รู้สึกหนาว แต่นางไม่อยากขัดเจตนาของเขา จึงพยักหน้าแล้วคลุมเสื้อไว้บนบ่า
ผู้คนบนอัฒจันทร์ทยอยกันมามากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนหมดใจจะแย่งชิงตำแหน่งผู้ชนะในการล้อมล่าสัตว์ไปนานแล้ว ต่างเพียงอยากชมการประลองของอ๋องผู้สำเร็จราชการกับท่านกั๋วกงติ้ง
จากนั้นเจียงซินเจิ้นก็จูงเซี่ยวเจาขึ้นบันไดมา ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างลุกขึ้นคำนับ
เจียงซินเจิ้นเดินไปหยุดหน้าที่นั่งประธาน กวาดตามองผู้คน ก่อนจะหันไปยังสองร่างที่กำลังเตรียมม้าอยู่กลางลานล่าสัตว์ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นานทีจะได้เห็นอ๋องผู้สำเร็จราชการกับท่านกั๋วกงประลองกันในสนามเดียวกัน ทุกท่านไม่ต้องสำรวมให้มาก ชมการประลองอย่างเต็มที่เถิด”
