เพียงพริบตาเดียว ก็ถึงวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนหก
วันคล้ายวันประสูติของไทเฮาเจียงซินเจิ้น
ฟ้ายังไม่สว่างดี แสงสีเทาอมเขียวสายแรกส่องลอดม่านโปร่งเข้ามา ชีซู้ก็ตื่นแล้ว
วันนี้ไม่เหมือนวันปกติ นางต้องแต่งองค์เต็มยศ ทั้งการแต่งหน้าทำผมยังใช้เวลานาน เพื่อไม่ให้อู๋ซวี้ต้องเสียเวลา นางจึงต้องตื่นก่อนเขา
นางค่อย ๆ เลิกชายผ้าห่มลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา ย่องปลายเท้าเดินไปยังห้องนอก
หนานจือกับแม่นมฝางรออยู่ในห้องนอกแต่แรกแล้ว คนหนึ่งยกน้ำ อีกคนหนึ่งถือเสื้อผ้า
เมื่อล้างหน้าชำระกายเสร็จ นางก็นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เริ่มแต่งตัวอย่างเงียบสงบ
เพราะนางกำชับไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ทั้งนายบ่าวสามคนจึงเงียบตลอด เกรงจะปลุกอู๋ซวี้
หนึ่งเค่อให้หลัง นางได้ยินเสียงกุกกักเบา ๆ ดังมาจากห้องด้านใน จึงลุกเดินกลับไปยังแท่นบรรทม “ท่านอ๋องตื่นแล้วหรือ?”
อู๋ซวี้ลุกนั่งขึ้นแล้ว ส่งเสียง “อืม” เบา ๆ ทว่าแววตากระจ่าง มิใช่ท่าทีของคนเพิ่งตื่น
ชีซู้ก้าวเข้าไป หยิบชุดขุนนางสำหรับเข้าเฝ้าซึ่งพาดอยู่บนราวเสื้อ แล้วช่วยเขาผลัดเปลี่ยน
เขาลุกขึ้นยืน กางแขนให้ความร่วมมือ
ทั้งสองแต่งงานกันมาเกือบสองเดือน เรื่องนี้กลายเป็นความเข้าใจที่ไม่ต้องเอ่ยปากระหว่างกันไปแล้ว
นางก้มตา จัดปกเสื้อให้เขาเรียบร้อย ปลายนิ้วปัดผ่านไหล่เขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
เขาก้มหน้า สายตาหยุดอยู่บนใบหน้านาง
นางเพิ่งลงแป้ง ผิวจึงขาวผ่องกว่าปกติอยู่หลายส่วน เส้นผมข้างขมับยังเก็บไม่เรียบร้อย มีปอยผมสองสามเส้นแนบอยู่ข้างใบหู ยิ่งขับให้ต่างหูไข่มุกบนติ่งหูเปล่งประกายแวววาว
ยามปกติที่พบเห็นนาง มักเห็นนางหน้าสดหรือเพียงเขียนคิ้วบาง ๆ ทว่าขณะนี้กลับเพิ่มความงามสะดุดตาขึ้นมา
ตะเกียงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งยังสว่าง ส่องให้เห็นเค้าโครงด้านข้างของนางที่ทั้งอ่อนโยนและงดงามเย้ายวน
