ตำหนักอ๋อง
หมอรออยู่ก่อนแล้ว
หลังตรวจบาดแผลที่ลำคอและข้อมือของชีซู้ ทั้งยังจับชีพจรอย่างละเอียด จึงค่อยชักมือกลับ ก่อนค้อมกายกล่าวกับอู๋ซวี้ว่า “ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย บาดแผลของพระชายามีเพียงที่ผิวหนัง มิได้กระทบถึงเส้นเอ็นหรือกระดูก หากทายาตามเวลา ไม่กี่วันก็จางหายพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ซวี้พยักหน้าเล็กน้อย สั่งให้หนิงมั่วไปส่งหมอออกจากตำหนัก แล้วกำชับแม่นมฝางกับหนานจือให้เตรียมน้ำ คอยปรนนิบัติชีซู้ชำระกาย
ชีซู้วุ่นวายมาตลอดทั้งคืน ย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา
เมื่อลงอาบน้ำอุ่น ร่างกายก็ผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
นางเปลี่ยนเป็นชุดนอนสะอาด ปล่อยผมที่ยังหมาดไว้ นั่งอยู่ริมเตียง รอให้แม่นมฝางกับหนานจือจัดการห้องส้วมและน้ำอุ่นที่นางใช้แล้ว ก่อนจะเข้ามาทายาให้นาง
ครู่ต่อมา ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น นางเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ คนที่เห็นกลับมิใช่หนานจือหรือแม่นมฝาง หากเป็นอู๋ซวี้ในชุดนอนสีหมึก
ระหว่างที่นางอาบน้ำ เขาก็ไปชำระกายและล้างหน้าที่อื่นเรียบร้อยแล้ว
เขาถือขวดยาเดินเข้ามา สายตากวาดผ่านบาดแผลที่ลำคอของนางก่อน จากนั้นจึงนั่งลงข้างกาย วางขวดยาไว้บนตัก แล้วส่งสัญญาณให้นางยื่นมือออกมา
ชีซู้ยื่นมือออกไป
รอยนิ้วมือเขียวช้ำหลายรอยนั้นเข้มขึ้นกว่าตอนอยู่บนรถม้า อาการบวมก็ลดลงบ้างแล้ว ทว่ายังคงทิ้งรอยช้ำสีคล้ำชวนหวาดหวั่นไว้เป็นแถบ เพียงมองก็พอจะนึกออกว่ากู้เฉินเอี๋ยนออกแรงกระชากนางมากเพียงใด
เมื่อนางยื่นมือให้ดูเสร็จ ก็เอื้อมไปหยิบขวดยา
ปกติอู๋ซวี้ไม่ชอบให้สาวใช้หรือแม่นมคอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ตัว คงเป็นเพราะเขากลับเข้าห้องหลังชำระกายแล้ว หนานจือกับแม่นมฝางจึงมิได้เข้ามาทายาให้นาง
ทว่าเขากลับจับขวดยาไว้ไม่ยอมปล่อย
นางเข้าใจเจตนาของเขา จึงรีบเอ่ยว่า “หม่อมฉันทำเองก็ได้...”
