ภายในห้อง
อู๋ซวี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มิได้ก้าวเข้าใกล้เตียง ดวงตาดำขลับทอดมองสืออวี่อย่างเย็นชาและห่างเหิน ประหนึ่งกำลังมองคนแปลกหน้า
เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า “เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”
เข็มไม่กี่เล่มที่ฉินซูเหอปักให้ได้ผล สืออวี่ไม่กระอักเลือดอีก ลมหายใจก็เริ่มสงบลงบ้าง
เขาฝืนพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ยังจดจำได้ว่าพี่ชายของเขารักความสะอาดเป็นที่สุด เสื้อผ้าจึงไร้ฝุ่นธุลีอยู่เสมอ
เขารีบยกมือเช็ดเลือดตรงมุมปาก อยากให้ตนดูสะอาดเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนคลี่ยิ้มให้อู๋ซวี้ “ข้ามาตามหาท่าน”
ใบหน้าเขาเปี่ยมด้วยความยินดีที่ปิดบังไม่มิด จึงพร่ำพูดกับตนเองว่า “ระหว่างเดินทางจากเกาะเข้าเมืองหลวง ข้ากระวนกระวายใจอยู่ตลอด กลัวว่าจะตามหาท่านไม่พบ ทั้งยังกังวลว่าต่อให้พบ ท่านก็ไม่ยอมพบข้า ระหว่างทางข้าให้กำลังใจตนเองอยู่หลายครั้ง พี่ชาย ท่านยังยอมรับข้า ข้าดีใจยิ่งนัก ข้าเคยคิดมาตลอดว่า...”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” อู๋ซวี้ตัดบทถ้อยคำพรั่งพรูด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนกล่าวแก้เสียงเนิบช้า “มิใช่ยอมรับเจ้า แต่เป็นเพราะจำเจ้าได้”
“อ้อ” สืออวี่รับคำอย่างผิดหวัง แล้วยกมือเช็ดเลือดตรงมุมปากอีกครั้ง อาศัยจังหวะนั้นก้มหน้าซ่อนความเจ็บปวดในดวงตา
พี่ชายยังคงเย็นชาเช่นเดียวกับในความทรงจำ ทว่าความเย็นชานั้นก็มิอาจดับความหวังในใจเขาได้
เขาเดินทางออกจากเกาะเพียงลำพัง ท่ามกลางคลื่นทะเลโหมซัด ก็จินตนาการถึงภาพเช่นนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
