“คุณหนู ท่านโหวส่งคนมารับท่านแล้วเจ้าค่ะ!” หนานจือยื่นจดหมายพร้อมกับเอ่ยอย่างตื่นเต้นดีใจ
ชีซู้รับกระดาษจดหมายมาอ่าน สายตางามเป็นประกายด้วยความชื่นบาน
ที่แท้ก็เป็นคู่หมั้นที่หมั้นหมายกันตั้งแต่ท้องแม่คือกู้เฉินเอี๋ยนกลับมาจากการศึกได้รับชัยชนะ ทั้งสองตระกูลกำลังจะตกลงเรื่องฤกษ์แต่งงานกันแล้ว
นางอายุครบสิบเก้าปีแล้ว หากมิใช่เพราะเขาติดตามกองทัพออกไปศึก คราเดียวสองสามปี พวกเขาคงได้แต่งงานกันไปนานแล้ว
ท่านพ่อส่งจดหมายมาครานี้ ให้เร่งรีบออกเดินทางจากบ้านน้าสาวกลับจวน
วันนี้นางบังเอิญมากับน้าสาวที่ตำหนักเซียนอวิ๋นเพื่อพบเต้าจางชิงซวี แต่เพราะเต้าจางกำลังพบแขกคนสำคัญอยู่ พวกนางจึงนั่งดื่มชารออยู่ในห้องรับรอง
น้าสาวซ่งหมิ่นวางถ้วยชาลง ถามด้วยความเป็นห่วง “มีเรื่องใดทำให้ชูเอ๋อร์ดีใจเช่นนี้หรือ?”
ชีซู้หลุบตาลง น้ำเสียงอ่อนโยนลงเล็กน้อย “เฉินเอี๋ยนกลับเมืองหลวงแล้ว ท่านพ่อให้ข้ากลับจวนเพื่อหารือเรื่องฤกษ์แต่งงานเจ้าค่ะ”
“สองปีแล้ว! เจ้าคอยจนถึงทีได้พบหน้าคู่หมั้นเสียที!” ซ่งหมิ่นยิ้มแย้มดีใจ
วินาทีถัดมา ก็ถอนหายใจพร้อมกับดึงมือชีซู้เข้ามา “มารดาของเจ้าจากไปเร็ว ข้าเองก็หวั่นเกรงว่าเจ้าจะต้องทนรับความอยุติธรรม โชคดีที่การแต่งงานครั้งนี้ของเจ้ายังราบรื่น เจ้าต้องรั้งหัวใจของคุณชายรัชทายาทให้อยู่หมัด รักใคร่กลมเกลียวกันยืนยาว เช่นนั้นแล้วความโปรดปรานก็จะไม่เสื่อมคลาย”
ชีซู้สีหน้าเรียบเฉยลงเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน “น้าสาว หัวใจของบุรุษรั้งไว้ไม่อยู่หรอกเจ้าค่ะ”
นางสีหน้าสงบนิ่งเอ่ย “มารดาของข้าครานั้นแต่งงานกับท่านพ่อ ก็เป็นถึงนกกิ้งโครงคาบสาส์น สายลมทองต้องน้ำค้างหยก ผู้คนต่างชื่นชม ตัวนางเองก็ทุ่มเทหัวใจทั้งหมดให้ท่านพ่อ ผลที่สุดนางจากไปยังไม่ถึงปี ท่านพ่อก็แต่งภรรยาใหม่ให้กำเนิดน้องสาว บัดนี้ เกรงว่าคงเหลือเพียงข้ากับน้าสาวเท่านั้นที่ยังคิดถึงมารดา”
ดวงตาซ่งหมิ่นฉายแววเจ็บปวด ปานนี้กำลังเป็นวัยที่สาวน้อยเริ่มหวั่นไหวต่อความรัก แต่ชีซู้กลับเข้าใจโลกแจ่มแจ้งถึงเพียงนี้
ชีซู้ยิ้มบาง ไม่มีความแค้นเคือง มีเพียงความสงบนิ่ง “ข้าไม่ได้หวังจะอยู่ร่วมอย่างสามีภรรยาแสนสุข หรือรักใคร่ยืนยาว ข้าเพียงหวังให้เขามีคุณธรรมมั่นคง มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าทุกวัน ขอเพียงให้ข้าได้เป็นใหญ่ในจวนอย่างอบอุ่นใจ ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกหรือละเลยข้า ยอมให้ข้ามีชีวิตที่สงบสุขตลอดไป ก็เพียงพอแล้ว”
เห็นซ่งหมิ่นตาแดงก่ำแทบจะร้องไห้ นางรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นอย่างอื่นด้วยน้ำเสียงร่าเริงเบาสบาย
ความจริงใจที่ยืนยาวและการโปรดปรานเพียงหนึ่งเดียว ชีซู้ส่ายหน้าในใจ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นของฟุ่มเฟือยยิ่งนัก เกรงว่าคงไม่เป็นใจให้แก่นางเป็นแน่
ซ่งหมิ่นเอ่ยด้วยความเอ็นดู “ในเมื่อเป็นเรื่องมงคลเช่นนี้ เจ้าอย่ามัวมาล่าช้าอยู่ที่นี่เลย รีบออกเดินทางกลับจวนเถิด เมื่อกำหนดวันแต่งงานลงตัวแล้ว ข้าจะไปแต่งแต้มสินสอดที่จวนโหวให้เจ้า มารดาของเจ้าไม่อยู่แล้ว น้าสาวจะไม่ยอมให้เจ้าต้องทนรับความอยุติธรรมแม้แต่น้อย เราจะได้ออกเรือนอย่างมีหน้ามีตา”
ชีซู้กำมือซ่งหมิ่นแน่น รับคำแล้วลุกขึ้นจากไป
ความห่วงใยและความเอ็นดูของน้าสาว นางจะจดจำไว้ในใจ
ส่วนเรื่องแต่งงาน แต่งกับผู้ใดก็ล้วนเป็นการแต่งงานเหมือนกัน
หลังฉากกั้นที่กั้นกับห้องหลัก เต้าจางชิงซวียืนนิ่งอยู่กับบุรุษในชุดคลุมสีดำ
บุรุษผู้นั้นคืออ๋องผู้สำเร็จราชการ อู๋ซวี้
เต้าจางเอ่ยแผ่วเบาพร้อมความรู้สึก “คุณหนูเล็กแห่งตระกูลชีผู้นี้กลับเป็นผู้ที่มองโลกอย่างเข้าอกเข้าใจถึงเพียงนี้ นับเป็นคนที่น่าชื่นชม”
อู๋ซวี้แววตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม ทว่าบนใบหน้ากลับยิ้มบางมิได้แสดงความคิดเห็น เมื่อเอ่ยปากเสียงก็เย็นเฉียบใสกระจ่างดั่งสายน้ำจากธาราบนเขา “เต้าจางเชิญอยู่เถิด ยังมีแขกสำคัญอีก ไม่ต้องออกมาส่งแล้ว”
พูดจบ ก็ก้าวเท้าจากไป
เมื่อออกจากประตูเรือน เขาชำเลืองตามองไป ก็เห็นสาวน้อยวัยละอองเดินงามสง่าช้า ๆ ชุดสีขาวดั่งแสงจันทร์ปลิวไสวเบา ๆ ประหนึ่งดอกกล้วยไม้ขาวบริสุทธิ์ที่ถูกลมพัดโยกเยก
หนิงมั่วผู้ติดตามเหลือบมองแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณชายรัชทายาทกู้ผู้นี้เพิ่งกลับเมืองหลวงก็จะแต่งภรรยาเสียแล้ว!”
องค์จักรพรรดิยังทรงพระเยาว์ องค์ชายของพวกเขาคืออ๋องผู้สำเร็จราชการที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อนทรงแต่งตั้ง แต่กั๋วกงกู้กลับมององค์ชายของพวกเขาเป็นดั่งหนามบาดตา แอบกระทำการเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ตลอด
โหวชีกับกั๋วกู่วันปกติในราชสำนักก็อยู่ฝ่ายเดียวกัน การได้เป็นญาติกันครั้งนี้ยิ่งจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คอยคิดหาหนทางกลั่นแกล้งองค์ชายของพวกเขาอยู่ร่ำไป
หนิงมั่วยิ่งขุ่นเคือง “ตามที่ข้าน้อยเห็น องค์ชายควรขัดขวางการเป็นญาติกันของสองตระกูลนี้เสียก็ดี!”
อู๋ซวี้เหลือบมองเขา สายตาน่าเกรงขาม
หนิงมั่วขนหัวลุก รีบเงียบเสียงทันที
องค์ชายของพวกเขาตั้งแต่อายุสิบสี่ปีก็ติดตามพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อนทำศึกทัพไปทั่วสารทิศ เป็นที่ปรึกษาคนสนิทที่สุดของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน ยามอายุสิบเจ็ดปี ที่ด่านซีเยวี่ย หนึ่งศึกทำให้ชื่อเสียงโด่งดัง ผู้คนพากันยกย่องว่าท่านรอบรู้หลักการดั่งจูกัดเหลียง เชี่ยวชาญปัญญาเป็นเลิศ
ช่างเถอะ องค์ชายย่อมมีความคิดขององค์ชายเอง เขาไม่ควรพูดมาก
ชีซู้เดินผ่านตำหนักลวี่จู่ นึกถึงจดหมายของท่านพ่อได้ จึงไปเสี่ยงเซียมซีหนึ่งใบ
เซียมซี่ชั้นดีที่สุด
นางกำกระดาษเซียมซีไว้ ย่างก้าวยิ่งเบาสบายขึ้น ต่อจากนั้นจึงขึ้นรถม้าของจวนโหวพร้อมกับสาวใช้หนานจือ ม่านรถถูกดึงลง กีบม้าดังขึ้น ก็เริ่มออกเดินทางกลับจวน
ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่ชั่วยาม รถม้าก็หยุดลงกะทันหัน คนขับรถตวาด “พวกเจ้าเป็นผู้ใด กล้าขวางรถม้าจวนโหว”
หนานจือเอ่ยขึ้นเอง “บางทีอาจเป็นชาวบ้านแถบชานเมือง ไม่รู้จักรถม้าจวนโหว เผลอทำไปโดยไม่ตั้งใจหรือไม่?”
แต่พอพูดจบ ด้านนอกรถม้าก็มีเสียงตวาดหยาบ “ขวางก็คือขวางรถม้าจวนโหวเจ้า! อยากมีชีวิตอยู่ก็รีบส่งคนในรถออกมาเสีย!”
ชีซู้ดึงม่านรถออกมอง เห็นเพียงชายฉกรรจ์สามห้าคนถือมีดพร้าล้อมรถม้าไว้แน่นหนา
นางสีหน้าหมองคล้ำลง เตือนเสียงแผ่วเบา “เป็นโจรภูเขา”
ขณะนั้นเอง โจรภูเขาคนหนึ่งก็พุ่งขึ้นรถม้า โยนคนขับรถทิ้งลงไป แล้วขับรถม้ามุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง
“คุณหนูจวนโหว วันนี้เจ้าหนีไม่พ้นหรอก พ่อไม่ต้องการชีวิตเจ้า สำราญเสร็จแล้วจะปล่อยเจ้าไป!”
รถม้าโคลงเคลงอย่างรุนแรง โคลงจนชีซู้เสียการทรงตัวชนเข้ากับข้างรถ
นางรีบตั้งสติรับมือ ส่งสายตาให้หนานจืออีกฝั่งหนึ่งถือขวดกระเบื้อง ฟาดไปที่ท้ายทอยของโจรภูเขาอย่างแรง
ทั้งสองฉวยโอกาสตอนที่มันปวดหัวไม่ทันตั้งตัว เตะมันลงจากรถไปหลายที
แต่แล้วม้าก็ตกใจกลัว วิ่งตรงไปข้างหน้าอยู่นาน ขาหน้าเหยียบพลาดตกลงไปในหลุมที่ถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งและกิ่งไม้ โชคดีที่ล้อรถไปติดกับก้อนหินใหญ่ จึงไม่ทำให้รถทั้งคันตกลงไปด้วย
ชีซู้และหนานจือต่างผมยุ่งเหยิง เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ปีนออกมาจากรถม้า
ดวงตากลมโตทั้งสองคู่แดงก่ำ ใครจะคิดว่ากลับจวนกลางทางจะเจอเรื่องเช่นนี้
“คุณหนู ดูเหมือนจะมีเสียงกีบม้าใกล้เข้ามาอีกแล้ว”
ชีซู้ได้ยินดังนั้นก็ตั้งใจฟัง ก็พอจะได้ยินเสียงบางอย่าง จิตใจก็พลันกระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้ง
จะไม่ใช่โจรภูเขาอีกรอบหนึ่งใช่หรือไม่?
จะให้อยู่อย่างสงบสุขสักหน่อยไม่ได้หรือไร?
เสียงกีบม้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ กองทหารม้ากลุ่มหนึ่งควบม้าออกจากป่ามา
ชีซู้เพ่งมองดูดี ๆ แล้วก็โล่งอก “ชุดนี้เป็นบ่าวในจวนโหวของเรา น่าจะมารับพวกเรา”
จนกระทั่งเห็นคนที่นำเหล่าบ่าวจวนโหวควบม้ามาหานางชัด ๆ แล้ว ก็ถึงกับยืนนิ่งอยู่กับที่
บุรุษหนุ่มชุดสดใสรูปงามครบครัน
คนที่มาหานาง ก็คือคู่หมั้นของนาง กู้เฉินเอี๋ยน
เกือบสามปีแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากัน เขาผ่านพ้นความเขียวชอุ่มแบบวัยรุ่นไปแล้ว ยิ่งสูงใหญ่หล่อเหลาขึ้นกว่าเดิม
นางมองเขากลับตัวลงจากม้า เดินก้าวยาว ๆ เข้าหานาง ก็อดไม่ได้ที่จะรั้งชายกระโปรงวิ่งเข้าไปหาเขา “เฉินเอี๋ยน....”
ชีซู้มิได้สังเกตเลยว่าน้องสาวต่างมารดาของนาง ชีว่านหนิงก็อยู่ในกองทหารที่มารับด้วย จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกด้วยน้ำเสียงสะอื้น “ดีจริง ๆ พี่ใหญ่ พี่ยังมีชีวิตอยู่....”
“โจรภูเขาฆ่าคนไม่เลือก กล้าลักพาตัวพี่ไป พวกมันลบหลู่ความบริสุทธิ์ของพี่ได้อย่างไร พอสนุกสนานเสร็จก็โยนพี่ทิ้งไว้ในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้....”
