คืนนี้อู๋ซวี้กลับมาช้า ล่วงเลยเวลาที่นางมักเข้านอนไปแล้ว เมื่อเข้ามาในเรือน เขาก็สาวเท้าอย่างแผ่วเบา
มิคิดว่านางจะนั่งรอเขาอยู่บนลานไม้นอนด้านนอก
เขาเดินเข้าไปใกล้ พอดีประคองศีรษะที่โงนเงนใกล้จะตกของนางไว้ได้ทัน
คางของนางวางอยู่บนฝ่ามือเขา นางเงยหน้ามองเขา เผยท่าทางงุนงงที่ปกติไม่เคยปรากฏให้เห็น
เขาเก็บซ่อนความคิดในแววตา เอ่ยเสียงเรียบว่า “ไม่มี”
เสียงทุ้มกังวานชัดเจนดังเข้าหู ชีซู้พลันได้สติ
นี่ไม่ใช่ความฝัน อู๋ซวี้ที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นตัวจริง
นางเอาคางไปวางบนฝ่ามือเขาได้อย่างไร?
นางรีบยืดตัวขึ้น ผละออกห่างจากเขา แล้วนั่งตัวตรงอย่างเรียบร้อย “หม่อมฉันเสียกิริยา ขอท่านอ๋องโปรดอภัย”
อู๋ซวี้เหลือบมองฝ่ามือว่างเปล่าของตน สัมผัสอ่อนนุ่มอบอุ่นนั้นจางหายไปแล้ว
เขาชักมือกลับอย่างไร้อารมณ์ ปล่อยลงข้างกาย ทว่าปลายนิ้วกลับคลึงเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ชีซู้กระแอมเบาๆ แล้ววกกลับไปเรื่องก่อนหน้า ยืนยันตามคำตอบของเขาเมื่อครู่ว่า “ท่านอ๋องไม่ได้โกรธหรือ?”
เมื่อครู่เขาบอกว่าไม่มี
ตอนออกจากตึกแขกก่อนหน้านี้ เป็นนางที่คิดมากไปเองหรือ?
อู๋ซวี้กล่าวเสริมโดยไม่เผยอารมณ์ “เจ้าไม่ได้พูดอะไรผิด”
ชีซู้ครุ่นคิดถ้อยคำประโยคนี้อย่างละเอียด
เขาปฏิเสธว่านางพูดจาไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าตนเองโกรธจริงๆ
นางถามต่ออย่างระมัดระวัง “หรือหม่อมฉันประพฤติตัวไม่เหมาะสม?”
อู๋ซวี้ส่ายหน้า
ชีซู้จึงวางใจได้อย่างแท้จริง แต่เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ ในฐานะภรรยาก็ควรเอ่ยถามไถ่สักสองคำ จึงเอ่ยต่อว่า “แล้วท่านอ๋องโกรธเรื่องใด...”
