คืนนั้น
จ้าวเจิ้นซ่าง รองแม่ทัพค่ายหลวงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือในโถงใหญ่ สีหน้าคล้ำเขียว น้ำเสียงแหบพร่า “เจ้าว่าอะไรนะ? เด็กตระกูลลู่คนนั้นถอนพิษจนฟื้นแล้ว ลู่ชิวจื้อยังพบเสิ่นหยวนถึงสามครั้งหรือ?”
“เป็นความจริงทุกประการขอรับ!” ผู้ใต้บังคับบัญชาก้มกายตอบ “ครั้งแรกที่โรงน้ำชาทางตะวันออกของเมือง ครั้งที่สองในตรอกนอกประตูหลังจวนลู่ ส่วนครั้งที่สามก็เมื่อวันก่อน ท่านอาจารย์หลู่ไปกรมอาญาด้วยตนเอง เพื่อสนทนากับใต้เท้าเสิ่นรองเสนาบดีตามลำพังเกือบหนึ่งชั่วยาม”
จ้าวเจิ้นซ่างตบโต๊ะอย่างแรง จอกสุราสั่นกระเด้งขึ้นมา “บัดซบ! ปากก็พร่ำว่าจะฆ่าลู่ชิวจื้อให้ตาย บัดนี้กลับไปดื่มชากับเขาเสียแล้วหรือ?”
ผู้ใต้บังคับบัญชาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยยังได้ยินข่าวลือมาบ้างว่า ใต้เท้าเสิ่นมีความขุ่นเคืองต่อท่านกั๋วกง เพราะท่านไม่ช่วยน้องสาวของเขาออกจากคุก ข้าน้อยเกรงว่าเรื่องที่เขาจะสังหารท่านอาจารย์หลู่เพื่อสวามิภักดิ์ต่อท่านกั๋วกงนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า แต่ความจริงแล้วคิดจะขายท่านแม่ทัพให้แก่อ๋องผู้สำเร็จราชการ”
จ้าวเจิ้นซ่างโกรธจนหัวเราะออกมา “หากเสิ่นหยวนกล้ากินบนเรือนขี้รดบนหลังคา คืนนี้ข้าจะทำให้มันรู้จักคำว่าเสียใจ!”
เขาลุกพรวด พลางเดินไปหยิบเสื้อคลุมบนราว พลางสั่งว่า “ไปมัดตัวเสิ่นหยวนมาให้ข้า อย่าให้คนอื่นตื่นตระหนก”
ครึ่งชั่วยามต่อมา
องครักษ์คนสนิทสองนายของจ้าวเจิ้นซ่างหิ้วปีกเสิ่นหยวนเข้ามาในจวนจ้าว
มือของเขาถูกไพล่หลัง เสื้อคลุมพาดไหล่อย่างหลวม ๆ เห็นได้ชัดว่าถูกลากออกมาจากห้องนอนโดยตรง
ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ครั้นถูกผลักเข้ามาในโถงใหญ่ก็เซถลาไปสองก้าว พอเงยหน้าขึ้นเห็นจ้าวเจิ้นซ่าง น้ำเสียงก็สั่นเครือ “ทะ...ท่านแม่ทัพ...นี่หมายความว่าอย่างไร?”
