สืออวี่ชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะคลี่ยิ้ม “ลูกพี่ลูกน้องหรือ? ข้าน้อยสืออวี่ เป็นคนในดวงใจของพี่สาวเจ้า แต่คำเรียก ‘พี่เขย’ นั้นยังเร็วเกินไป”
ลู่เหิงตกใจจนถอยกรูดไปครึ่งก้าว เขาจำได้แล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่อู๋ซวี้
จากนั้นก็เหลือบมองสืออวี่กับชีซู้สลับกันอย่างตื่นตะลึง พูดจาติดขัด “เขา...เขา...เจ้า...พี่สาว!”
ขมับของชีซู้กระตุกยิก เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสืออวี่อาจเข้าใจอะไรผิดไป
นางไม่อยากให้เขาเข้าใจผิดต่อไป จึงได้แต่เอ่ยสั้น ๆ พลางมองสืออวี่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณชายสือ ข้าแต่งงานแล้ว”
คราวก่อนที่พบกัน เมื่อนางบอกว่ารูปโฉมของเขาคล้ายคนรู้จัก เขาถามนางว่าเหมือนคนในดวงใจของนางหรือไม่
ครานั้นใบหน้าของอู๋ซวี้ผุดขึ้นในใจนาง แต่นางระมัดระวังจนไม่กล้าเผยอะไรให้มาก จึงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
ดูท่าเขาจะเข้าใจคำพูดนั้นว่าเป็นการเกี้ยวพาราสีเสียแล้วหรือ?
สีหน้าของสืออวี่เผยความรู้สึกซับซ้อน “ในเมื่อเจ้าแต่งงานแล้ว เหตุใดจึงบอกว่าข้าคล้ายคนในดวงใจของเจ้า?”
ขมับของชีซู้กระตุกยิก นางคิดในใจว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก่อนสูดหายใจลึกแล้วอธิบายอย่างอดทน “ท่านกับสามีของข้าหน้าตาคล้ายกันจริง ๆ มิฉะนั้นลูกพี่ลูกน้องของข้าคงไม่เข้าใจผิดเมื่อครู่”
นางเน้นเสียงคำว่า “สามี” ให้หนักขึ้น
สืออวี่ย่อมเข้าใจได้ว่าเหตุใดนางจึงสนใจใบหน้าของเขา จ้องมองเขา ที่แท้ก็เพราะใบหน้าของเขาคล้ายสามีเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับตัวเขาเอง
สืออวี่ไม่เอ่ยอะไร เพียงเอียงศีรษะเล็กน้อยอีกครั้ง พลางครุ่นคิดกับตนเอง
“ท่านกับพี่เขย...”
ลู่เหิงเพิ่งอ้าปาก ชีซู้ก็ขัดขึ้นพร้อมเตือนว่า “เจ้าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ อย่าพูดส่งเดชให้เรื่องวุ่นวาย”
เพราะคำว่า “พี่เขย” ของเขาคำเดียว แผนการของนางจึงรวนไปหมด เดิมทีนางตั้งใจว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องเหล่านี้ก่อนสืบให้ชัดว่าสืออวี่เกี่ยวข้องกับอู๋ซวี้อย่างไร
บางทีชาติที่แล้วนางอาจติดค้างเขาไว้ ชาตินี้เขาจึงบังเอิญโผล่มาทำเรื่องของนางปั่นป่วนอยู่ร่ำไป
ลู่เหิงหุบปากอย่างอึดอัดและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ชีซู้กวาดตามองรอบตัว ก่อนเหลือบมองร้านเหล้าริมถนนแล้วเสนอว่า “พวกเราไปคุยกันที่นั่นดีหรือไม่?”
