ภายในห้องพักผู้ป่วย
ซ่งจิ่งถังนั่งอยู่บนเตียงอย่างสงบ แพทย์และพยาบาลหลายคนกำลังล้อมเธอเพื่อตรวจร่างกาย
ซ่งจิ่งถังเป็นคนกดกริ่งข้างเตียง เรียกพยาบาลให้มาดูหลังจากฟื้นขึ้นมา
เป็นเจ้าหญิงนิทรามาห้าปี เธอเบื่อเต็มทีแล้ว!
ตอนนี้ซ่งจิ่งถังฟื้นแล้ว
เรื่องหย่า เธอต้องหย่าให้ได้!
วัยสาวของเธอจะยกให้หมากินก็ได้ แต่ทรัพย์สินและกิจการที่เป็นของเธอ...ที่สำคัญที่สุดยังมีลูกทั้งสองคน เธอจะทวงคืนมาทีละอย่าง ไม่มีทางยกประโยชน์ให้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นเด็ดขาด!
เป้าหมายสูงสุดของซ่งจิ่งถังคือทำให้ฮั่วอวิ๋นเซินเสียสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก แล้วออกจากบ้านตัวเปล่า!
แต่ห้าปีที่ขาดหายไป เธอยังต้องใช้เวลาเตรียมตัวเรื่องหย่าอีกสักหน่อย...
ซ่งจิ่งถังเหลือบมองนอกประตู เห็นชายเสื้อของฮั่วอวิ๋นเซิน
ได้เวลาแล้ว!
“คุณหมอถัง ดวงตาของฉันเป็นยังไงบ้างคะ?” ซ่งจิ่งถังถามอย่างร้อนรนกระวนกระวาย “ทำไมพอฟื้นขึ้นมาแล้วฉันถึงมองไม่เห็นอะไรเลย?”
ฮั่วอวิ๋นเซินเพิ่งผลักประตูเข้ามาก็ได้ยินประโยคนั้น เขาขมวดคิ้ว สีหน้าเป็นกังวลขณะเดินเข้ามาข้างเตียง
“ถังถัง” เขาเรียกเธอเสียงเบา
ซ่งจิ่งถังฟังแล้วรู้สึกคลื่นไส้
“อวิ๋นเซิน ในที่สุดคุณก็มาแล้ว” เธอฝืนกลั้นความรังเกียจ ดวงตาไร้แวว ราวกับคนตาบอด ขณะที่คลำทางโผเข้าไปในอ้อมแขนของฮั่วอวิ๋นเซิน
เธอได้กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงที่ยังติดอยู่บนตัวเขา
“อวิ๋นเซิน ฉันกลัวมาก ฉันมองไม่เห็นคุณ...”
ฮั่วอวิ๋นเซินกอดเธอไว้ ปลอบเสียงนุ่มนวล “ไม่ต้องกลัวนะ ผมอยู่ตรงนี้ ต่อให้ต้องใช้เงินเท่าไร ผมก็จะรักษาคุณให้หาย!”
คุณหมอถังกล่าวว่า “คุณฮั่ว ไม่ต้องกังวลมากนะคะ ดวงตาของคุณนายฮั่วไม่ได้มีปัญหาอะไรร้ายแรง อาจเป็นเพราะหมดสติมานาน เส้นประสาทการมองเห็นจึงยังฟื้นตัวไม่เต็มที่...”
ฮั่วอวิ๋นเซินถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหายสนิท?”
คุณหมอถังมีสีหน้าลำบากใจ ไม่กล้ารับรอง
“ระยะเวลาฟื้นตัวต้องดูจากสภาพร่างกายของผู้ป่วยค่ะ เร็วก็สองสามเดือน ส่วนจะนานกว่านั้นแค่ไหนยังบอกไม่ได้”
ซ่งจิ่งถังเอนกายอย่างอ่อนแอไร้ที่พึ่งอยู่ในอ้อมแขนของฮั่วอวิ๋นเซิน ทว่าแววตากลับแผ่ความเย็นชาไร้ที่สิ้นสุด
เธอรู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายที่เกร็งแน่นของฮั่วอวิ๋นเซินผ่อนคลายลง
คนตาบอดที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะกลับมามองเห็นได้ ย่อมทำให้ฮั่วอวิ๋นเซินลดความระแวดระวังลงได้มากพอ
ซ่งจิ่งถังฉวยโอกาสเอ่ยปาก “อวิ๋นเซิน ฉันไม่อยากอยู่โรงพยาบาลแล้ว อยากกลับบ้าน พอดวงตาหายดี ฉันอยากเห็นคุณกับลูกเป็นสิ่งแรก”
คุณหมอถังแนะนำเช่นกัน “คุณฮั่ว ให้คุณนายฮั่วกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย จะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้ดีกว่าค่ะ”
ฮั่วอวิ๋นเซินไตร่ตรองอยู่สองวินาที ก่อนจะตกลงพาซ่งจิ่งถังออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านทันที
ขาทั้งสองข้างของเธอไม่มีแรง ชั่วคราวจึงยังเดินไม่ได้ ฮั่วอวิ๋นเซินเลยยืมรถเข็นของโรงพยาบาลแล้วเข็นเธอลงไปชั้นล่าง
ซ่งจิ่งถังนึกถึงภาพที่เขากอดหลินซินจือเมื่อครู่ แล้วพลันรู้สึกขบขันขึ้นมา
เขากอดผู้หญิงคนอื่นได้ แต่กลับไม่ยอมกอดเธอ
ภายในลิฟต์มีกระจกบานหนึ่ง ซ่งจิ่งถังมองฮั่วอวิ๋นเซินที่อยู่ด้านหลังผ่านแว่นกันแดด
ห้าปีผ่านไป เขายังคงหล่อเหลา แถมยังมีเสน่ห์ของชายวัยผู้ใหญ่มากขึ้นอีกหลายส่วน
ส่วนเธอกลับผอมจนดูน่าเวทนา ราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมด
ในความรักครั้งนี้ เธอถูกฮั่วอวิ๋นเซินสูบโชคชะตาไปจนหมดจริง ๆ...
เมื่อถึงชั้นล่าง ซ่งจิ่งถังมองไปรอบ ๆ อย่างไม่แสดงท่าที หลินซินจือกับลูกทั้งสองคนไม่อยู่ คงกลับไปก่อนแล้ว
ฮั่วอวิ๋นเซินเข็นซ่งจิ่งถังไปข้างที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้า เปิดประตูรถ ซ่งจิ่งถังเห็นลิปสติกชาแนลแท่งหนึ่งตกอยู่บนเบาะเป็นสิ่งแรก
ฮั่วอวิ๋นเซินเหลือบมองซ่งจิ่งถัง ก่อนหยิบลิปสติกเก็บเข้ากระเป๋าอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็อุ้มเธอขึ้นไปนั่งที่เบาะผู้โดยสารด้านหน้าอย่างเป็นปกติ
“อวิ๋นเซิน” ซ่งจิ่งถังถามเขาเสียงเบา “ในช่วงห้าปีที่ฉันเป็นเจ้าหญิงนิทรา มีผู้หญิงคนอื่นเคยนั่งเบาะข้างคนขับของรถคันนี้ไหม?”
“ไม่มีแน่นอน” ฮั่วอวิ๋นเซินปฏิเสธทันควัน เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดติดตลกว่า “ทั้งเมืองเป่ยเฉิงใคร ๆ ก็รู้ว่าภรรยาของผม ฮั่วอวิ๋นเซิน ขึ้นชื่อเรื่องความดุ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งยังกล้าถือปืนบุกเข้าไปในรังโจรลักพาตัวเลย”
ดุอย่างนั้นหรือ?
จริงสิ หลังจากเธอกับฮั่วอวิ๋นเซินแต่งงานกันได้ไม่นาน ฮั่วอวิ๋นเซินก็ถูกลักพาตัว ฝั่งตำรวจก็คืบหน้าช้า ซ่งจิ่งถังเป็นห่วงจนแทบคลุ้มคลั่ง จึงใช้เส้นสายและอำนาจทุกอย่างที่มีเพื่อตามหาเขา สุดท้ายก็หาที่อยู่ของฮั่วอวิ๋นเซินพบจนได้
เธอหอบเงินมาเต็มลังกับปืนหนึ่งกระบอก เสี่ยงชีวิตเพื่อแลกตัวเขาออกมา
ฮั่วอวิ๋นเซินเคยสาบานกับเธอว่าจะไม่มีวันทรยศ
ไฟแดงข้างหน้าสว่างขึ้น รถหยุดนิ่งอยู่หลังทางม้าลาย
จู่ ๆ ฮั่วอวิ๋นเซินก็หันมามองเธอ
“ถังถัง ตอนที่คุณเป็นเจ้าหญิงนิทรามาตลอดห้าปี คุณรู้สึกยังไงบ้าง?”
ซ่งจิ่งถังมองฮั่วอวิ๋นเซินผ่านแว่นกันแดดอย่างเฉยชา ขณะที่เขายื่นมือมาจับมือเธอไว้
“ฉันรู้สึกแค่ว่าตัวเองเหมือนฝันยาวนานมาก ในฝันมืดสนิท ไม่มีเสียง ไม่มีแสงสว่าง...น่ากลัวมาก”
ฮั่วอวิ๋นเซินได้ฟังคำตอบที่ต้องการ สีหน้าจึงผ่อนคลายลง เขาตบหลังมือเธอเบา ๆ
“ทุกอย่างจบแล้ว ถังถัง เรากลับบ้านกันเถอะ”
ซ่งจิ่งถังยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ใช่ค่ะ ทุกอย่างจบแล้ว”
ฮั่วอวิ๋นเซิน ระหว่างเราก็จบกันแล้วเหมือนกัน
ต่อจากนี้ ถึงเวลาคิดบัญชีกันแล้ว!
ไฟเขียวสว่างขึ้น ฮั่วอวิ๋นเซินเหยียบคันเร่ง รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทันใดนั้นรถไมบัคสีดำคันหนึ่งก็พุ่งสวนมา ขณะแล่นเฉียดผ่าน ใบหน้าของซ่งจิ่งถังที่สวมแว่นกันแดดก็วูบผ่านกระจกสีเข้มของเบาะหลังรถไมบัค
ภายในรถ ใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลักของชายหนุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด แผ่ความเย็นชาที่ทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้ กระทั่งใบหน้าของซ่งจิ่งถังเลื่อนผ่านสายตา รูม่านตาของเขาก็หดวูบอย่างฉับพลัน
เขาลดกระจกลง สายตาติดตามออกไปนอกหน้าต่าง
“ท่านประธานเผย เป็นอะไรหรือครับ?” หานอิ่ง ผู้ช่วยที่นั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าหันกลับมาถาม
เขาไม่เคยเห็นเจ้านายใหญ่เสียอาการขนาดนี้มาก่อน
“ไม่มีอะไร...”
รถเบนท์ลีย์คันนั้นแล่นห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น
เผยตู้ค่อย ๆ ละสายตากลับมา ไม่ไกลจากนั้น ป้ายอาคารเครืออวิ๋นเทียนกรุ๊ปตั้งตระหง่านโอ่อ่าอยู่ใต้ม่านราตรี
เขาหรี่ดวงตาลึกล้ำ
ไม่รู้ว่านึกถึงอะไร ริมฝีปากบางคมคายงดงามของชายหนุ่มก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย
“ซ่งจิ่งถัง” เขาเอ่ยสามคำนี้ด้วยเสียงแหบพร่า น้ำเสียงเย็นละมุนดุจสายน้ำ ทว่าแฝงความอาลัยอาวรณ์อันลึกล้ำ เขาพูดช้า ๆ ว่า “คุ้มแล้วหรือ?”
