หลินซินจือกอดเอวฮั่วอวิ๋นเซินไว้แน่น ท่ามกลางดอกทิวลิปที่เธอลงมือปลูกด้วยตัวเอง ภาพนั้นช่างงดงามราวภาพวาด
ซ่งจิ่งถังหัวเราะเยาะออกมา
เธอมองฮั่วอวิ๋นเซินค่อย ๆ ผละจากหลินซินจือ ก่อนจะหยิบลิปสติกแท่งที่เธอเผลอทำตกไว้จากกระเป๋ากางเกง แล้วยื่นให้หลินซินจือ
ทั้งสองพูดอะไรกันอีกเล็กน้อย หลินซินจือเขย่งปลายเท้าหมายจะจูบเขา ซ่งจิ่งถังทนดูต่อไม่ไหวจนรู้สึกคลื่นเหียน เธอจึงละจากหน้าต่าง แล้วฝืนเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว
ห้องแต่งตัวกว้างขวาง เสื้อผ้าของเธอถูกจัดแยกไว้อีกฝั่ง ส่วนใหญ่เป็นชุดกระโปรงสีเรียบ ดูอ่อนโยนและสงบเสงี่ยม
ฮั่วอวิ๋นเซินชอบให้เธอสวมเสื้อผ้าสีเรียบ
ที่จริงเธอไม่ได้ชอบสีเรียบเลย เพียงเพราะฮั่วอวิ๋นเซินเคยบอกว่าเธอสวมชุดกระโปรงสีขาวแล้วดูดี เธอจึงแต่งตัวตามรสนิยมของเขา...
ซ่งจิ่งถังรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขันเหลือเกิน
เธอเปิดช่องลับในตู้เสื้อผ้า ข้างในเก็บบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง บัตรธนาคาร โทรศัพท์สองเครื่อง และซองเอกสารใบใหญ่ที่อัดแน่น
ตัวอักษรสี่คำบนหน้าปกว่า “มหาวิทยาลัยเยี่ยนเป่ย” แทงตาเธอจนเจ็บแปลบ
เธอเหลือบมองเพียงชั่วครู่ก็รีบเบือนสายตาหนี
ในซองเอกสารใบนี้มีจดหมายที่ไม่เคยได้ส่งออกไป สิ่งนั้นเป็นความเสียใจที่สุดในชีวิตของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา...
ซ่งจิ่งถังหยิบโทรศัพท์เครื่องหนึ่งขึ้นมาปลดล็อก แล้วเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ
ยังดีที่รายชื่อทุกคนยังอยู่ครบ
เธอกดโทรหาเพื่อนสนิท จงเชียนไต้
เสียงเรียกเข้าดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ปลายสายก็รับทันที
เสียงของจงเชียนไต้สั่นด้วยความตื่นเต้น
“ถังถังใช่ไหม? เธอหรือเปล่า?” ซ่งจิ่งถังยังไม่ทันได้พูด จงเชียนไต้ก็รัวคำพูดใส่ปลายสายเสียก่อน “ฉันเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าเธอไม่ใช่ถังถังสุดที่รักของฉัน แต่เป็นไอ้ผู้ชายเฮงซวยฮั่วอวิ๋นเซินที่กล้าโทรมารบกวนเวลานอน พรุ่งนี้ฉันจะโพสต์ด่าแกลงเวยป๋อ! กองทัพแฟนคลับแปดสิบล้านคนของฉันไม่ใช่เล่น ๆ นะ!”
ซ่งจิ่งถังหัวเราะออกมา ในที่สุดก็ได้สัมผัสความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน
“เชียนไต้ ฉันเอง”
ปลายสายเงียบกริบทันที แต่ซ่งจิ่งถังรู้จักจงเชียนไต้ดี เธอเลื่อนโทรศัพท์ออกห่าง แล้วนับในใจเงียบ ๆ: 3, 2, 1...
“กรี๊ด!!!” จงเชียนไต้กรีดร้องลั่น “ถังถัง! ที่รักของฉัน! ในที่สุดเธอก็ฟื้นแล้ว ฮือ ๆ ฉันคิดถึงเธอแทบแย่! ตอนนี้เธออยู่โรงพยาบาลหรืออยู่บ้าน ส่งที่อยู่มาให้ฉันเลยนะ ฉันจะรีบวิ่งไปกอดเธอเดี๋ยวนี้!”
จงเชียนไต้สบถด่าไม่หยุด “ไอ้สารเลวฮั่วอวิ๋นเซิน! ตลอดห้าปีที่เธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ทุกครั้งที่ฉันอยากไปเยี่ยม ก็ถูกคนของมันขวางไว้หมด แม้แต่ดอกไม้ที่ฉันซื้อให้เธอก็ยังส่งเข้าไปไม่ได้!”
ฮั่วอวิ๋นเซินจงใจทำเช่นนั้น เขาต้องการตัดขาดเธอจากคนรอบข้างทุกคน...
ซ่งจิ่งถังเองก็อยากพบเพื่อนสนิทที่สุดให้เร็วที่สุดไม่ใช่หรือ ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา
“เชียนไต้ ตอนนี้ฉันยังไปเจอเธอไม่ได้ ฉันอยากให้เธอช่วยสองเรื่อง”
“ว่ามาเลย! อยากให้ฉันทำอะไร?” จงเชียนไต้กัดฟันกรอด “ฉันจ้างคนไปลอบสังหารไอ้ผู้ชายเฮงซวยฮั่วอวิ๋นเซินได้เลย กล้าดียังไงมาทำให้เธอเป็นเจ้าหญิงนิทราตั้งห้าปี!”
นี่แหละเพื่อนแท้...
ซ่งจิ่งถังยิ้มเงียบ ๆ แล้วพูดเข้าเรื่อง
“เชียนไต้ ช่วยสืบเรื่องเลขาฯ ที่ชื่อหลินซินจือซึ่งอยู่ข้างกายฮั่วอวิ๋นเซินให้หน่อย เอาให้ละเอียดที่สุด”
“ได้เลย ช่วงหลายปีที่เธอเป็นเจ้าหญิงนิทรา ฮั่วอวิ๋นเซินไปงานสาธารณะทุกครั้งก็มีหลินซินจืออยู่ข้างกายตลอด หล่อนแต่งตัวเหมือนคุณนายฮั่วทุกครั้ง ฉันเห็นแล้วขัดตาตั้งนาน!”
ซ่งจิ่งถังนิ่งเงียบ
ที่จริงตอนแรกหลินซินจือเป็นเลขาฯ ของเธอ ช่วงที่เธอตั้งครรภ์ ฮั่วอวิ๋นเซินเป็นคนรับหลินซินจือเข้ามา โดยอ้างว่ากลัวเธอจะเหนื่อย
มองตอนนี้แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างฮั่วอวิ๋นเซินกับหลินซินจือคงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด...
“ถังถัง แล้วเรื่องที่สองล่ะ?” จงเชียนไต้ถามย้ำ
ซ่งจิ่งถังตั้งสติ “พรุ่งนี้ช่วยหาคนจัดสวนสักสองสามคนมาที่บ้านพักให้หน่อย ฉันอยากถอนทิวลิปทั้งหมดที่ลานหน้าบ้าน แล้วปลูกดอกไม้ที่ฉันชอบที่สุด...”
“กุหลาบเหลือง!” จงเชียนไต้ตอบแทนทันที
ซ่งจิ่งถังประหลาดใจเล็กน้อย “เธอรู้ได้ยังไง?”
เธอชอบกุหลาบเหลืองมาตั้งแต่เด็ก แต่มีคนรู้เรื่องนี้ไม่มากนัก ต่อมาเพราะฮั่วอวิ๋นเซินชอบทิวลิป เธอจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย... ส่วนจงเชียนไต้เป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยมหาวิทยาลัยของเธอ
แล้วอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรกัน?
จงเชียนไต้พึมพำ “ไม่คิดเลยว่าที่เขาพูดจะเป็นเรื่องจริง ดอกไม้ที่เธอชอบที่สุดคือกุหลาบเหลืองจริง ๆ ด้วย”
“เขาเป็นใคร?” ซ่งจิ่งถังถามย้ำ
ใครจะคิดว่าจงเชียนไต้กลับเอ่ยชื่อที่ทำให้เธอตกตะลึงอย่างที่สุด
“เผยตู้ เขาเคยบอกฉันก่อนหน้านี้”
ซ่งจิ่งถังตกใจจนแทบถือโทรศัพท์ไว้ไม่อยู่
ชื่อเผยตู้นี้ เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
แม้แต่ใบหน้าหล่อเหลาเกินใครของชายคนนั้น ซึ่งแฝงกลิ่นอายชั่วร้ายอยู่สามส่วน ก็ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเธอไม่เลือน...
ครั้งสุดท้ายที่เธอพบเผยตู้คือเมื่อเจ็ดปีก่อน ที่สนามบิน
เธอได้รับโทรศัพท์จากฮั่วอวิ๋นเซิน ในวินาทีสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง เธอหันหลังกลับอย่างไม่ลังเล เผยตู้เป็นคนเดียวที่ขวางเธอไว้
เขายืนอยู่ตรงหน้า รูปร่างสูงโปร่งบังแสงจากฟ้าจนมิด ใบหน้าหล่อเหลาเป็นพิเศษถูกแสงตะวันยามเย็นนอกหน้าต่างทิ้งเงามืดไว้ครึ่งหนึ่ง ยิ่งขับให้ดวงตาสีดำชวนลุ่มหลงคู่นั้นดูเย็นชาและมืดมนขึ้น
เผยตู้เป็นคนเย็นชาและรักสันโดษ แววตาของเขามักเจือความเฉยเมยของคนนอกอยู่สามส่วน ซ่งจิ่งถังไม่เคยเห็นเขาสูญเสียการควบคุม
แต่เธอจำได้ว่าวันนั้นสายตาของเผยตู้เย็นเยียบเหลือเกิน
ในดวงตาลึกล้ำราวสระน้ำเย็นของเขา เธอมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองได้อย่างชัดเจน
เธอจำประโยคสุดท้ายที่เผยตู้พูดกับเธอได้
เขาถามว่า “ซ่งจิ่งถัง คุ้มแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มมองเธอจากเบื้องสูง ริมฝีปากบางสวยเม้มเป็นเส้นคมกริบ
ตอนนั้นเธอไม่ได้ให้คำตอบเผยตู้ แต่กลับเดินเฉียดผ่านเขาไปด้วยความเด็ดเดี่ยวราวแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แล้วจากไปโดยไม่หันกลับมา...
แต่ตอนนี้ เธอตอบเขาได้แล้ว
ซ่งจิ่งถังมองตัวเองในกระจก ร่างกายซีดเซียวและผ่ายผอม ก่อนเอ่ยคำตอบในใจอย่างเงียบงัน: ไม่คุ้มเลย แต่เผยตู้ ความผิดพลาดที่ฉันก่อขึ้นเอง ฉันจะจัดการให้เรียบร้อยด้วยมือของฉันเอง
