ลู่ฉือโจววิ่งลงมาจากหอพัก
จนออกมาจากตัวอาคาร ลมเย็น ๆ ในยามเย็นพัดพากลิ่นหอมของต้นจามจุรีริมทางเข้ามาปะทะหน้า เขาจึงได้ชะลอฝีเท้าลง สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามทำให้หัวใจที่เต้นระรัวกลับมาสงบ
จากหอพักถึงประตูตะวันออก ทางเส้นนี้เขาเดินมานับร้อยนับพันครั้ง แต่คืนนี้กลับรู้สึกยาวนานเป็นพิเศษ ไฟถนนทอดเงาของต้นไม้ลงบนพื้น เป็นช่อง ๆ เขาเหยียบย่ำผ่านแสงและเงาเหล่านั้น ยังไม่ทันเดินได้กี่ก้าวก็อดใจไม่ไหว เดินเร็วขึ้นอีก จนสุดท้ายแทบจะวิ่งออกนอกประตูมหาวิทยาลัย
ใต้ไฟถนน รถยนต์สีดำคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ริมถนน กระจกรถเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างของเสิ่นเยี่ยนชิงครึ่งหนึ่ง แสงไฟตกกระทบบนใบหน้า ทำให้เรียวสวยถูกวาดเส้นให้ดูนุ่มนวลและชัดเจนในเวลาเดียวกัน เขาก้มตามองโทรศัพท์ ท่าทางผ่อนคลาย ราวกับสิ่งรอบข้างไม่เกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย
ลู่ฉือโจวหยุดห่างออกไปสองสามก้าว ยกมือขึ้นจัดชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจที่วิ่งจนปั่นป่วนให้ช้าลง ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหา
เสิ่นเยี่ยนชิงได้กลิ่นไม้จันทน์หอมติดตัวเขามาตั้งแต่ไกล
หอมมาก
ห่างกันตั้งหลายก้าว พอลมพัด กลิ่นก็โชยเข้ามาปะทะหน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ
เสิ่นเยี่ยนชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันหน้ามา สายตามองจากบนลงล่าง ไม่เร่งรีบ พินิจพิจารณาคนที่ยืนอยู่นอกรถอย่างถี่ถ้วน แล้วเม้มริมฝีปากเล็กน้อย
ลู่ฉือโจวโดนเขามองจนใบหูร้อนผ่าว แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นใจเย็น ดึงประตูรถเปิดออก ก้มตัวนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ แม้จะพยายามทำให้ท่าทางเป็นธรรมชาติที่สุด แต่ก็ได้แค่หลอกตัวเองเท่านั้น
“นายกินข้าวหรือยัง?” เขาเอ่ยปาก เสียงแข็งกว่าใจคิดเล็กน้อย จึงรีบกระแอมใส่อีกครั้ง “ไม่งั้นเราไปหาอะไรกินก่อนดีไหม”
