หวังหนานกลืนคำพูดกลับลงคอ จากนั้นพี่น้องทั้งสามก็แบ่งหน้าที่กันอย่างคล่องแคล่ว
หวังหนานก่อไฟ ส่วนหวังสี่เยว่กับหวังชุนฮวาเริ่มโม่ถั่วเหลือง
พวกเธอเทถั่วดำลงในช่องโม่ หยดน้ำเติมลงไปพลางหมุนโม่ไปด้วย น้ำถั่วสีขาวขุ่นค่อย ๆ ไหลออกมาตามร่องหิน
หวังหนานหันมามองเป็นระยะ มุมปากยกขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว
ไม่ได้ดื่มน้ำเต้าหู้มานาน จะไม่อยากกินได้ยังไง?
เมื่อโม่ถั่วเสร็จ ก็กรองกากถั่วด้วยผ้าขาวบาง ก่อนยกขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด
หวังสี่เยว่เติมน้ำลงไปอีกเล็กน้อย ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วตักน้ำผึ้งป่าหนึ่งช้อนเล็กใส่ลงไป
จากนั้นก็ผสมแป้ง
แป้งธัญพืชสองช้อน แป้งมันเทศหนึ่งช้อน ตอกไข่ไก่สองฟองลงไป เติมน้ำอีกสี่ช้อน แล้วใช้ตะเกียบคนไปทางเดียวกัน
ลวกขึ้นฉ่ายให้สุกแล้วสับละเอียด ซอยต้นหอมเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่วนกุ้งแห้งก็บดให้แหลก จากนั้นใส่ทุกอย่างลงไปพร้อมกันแล้วโรยเกลือ คนแป้งจนไม่เหลือผงแห้ง หวังสี่เยว่วางชามลงแล้วใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ คลุมไว้
ระหว่างนั้นหวังหนานก็ยกแผ่นเหล็กไปวางบนปากเตาแล้ว
ที่เรียกว่าแผ่นเหล็ก จริง ๆ แล้วเป็นกระทะเหล็กแผ่นหนึ่งที่ถอดมาจากหินโม่เก่า เนื้อหนา พอร้อนแล้วก็เก็บความร้อนได้ดี
หวังสี่เยว่ก้มลงดูไฟ แล้วยื่นมือไปลองอุณหภูมิของแผ่นเหล็ก
“ใช้ไฟอ่อน ไม่ต้องสูบลมแล้ว ความร้อนที่อังไว้จะได้ทั่วถึง”
หวังหนานว่าง่าย ถอนมือกลับ เปลวไฟในเตาลุกต่ำ ๆ
เมื่อแผ่นเหล็กร้อนประมาณหกส่วน หวังสี่เยว่ก็ใช้พายไม้ตักขี้ผึ้งผสมน้ำมันมาป้ายลงไปเล็กน้อย
น้ำมันละลายทันทีเมื่อสัมผัสแผ่นเหล็กร้อน กลิ่นหอมลอยกรุ่นขึ้นมา ความหวานหอมเจือกลิ่นดอกไม้ทำให้ห้องครัวมีชีวิตชีวาขึ้นในพริบตา
หวังหนานสูดหายใจลึก ๆ ก่อนพูดอย่างดีใจว่า “หอมกว่าน้ำมันหมูอีกนะพี่”
“อืม น้ำมันขี้ผึ้งไม่เลี่ยนด้วย”
หวังสี่เยว่ตักแป้งหนึ่งกระบวยเทลงตรงกลางแผ่นเหล็ก แล้วใช้พายไม้เกลี่ยวนจากด้านในออกด้านนอกให้เป็นวงกลมจนแผ่บางทั่วทั้งแผ่น
แป้งธัญพืชสัมผัสน้ำมันร้อน ขอบแป้งจับตัวอย่างรวดเร็ว มีฟองเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด
แป้งค่อย ๆ เปลี่ยนสี พอขอบเริ่มงอขึ้น เธอก็แซะแล้วพลิกเบา ๆ แผ่นแป้งทั้งแผ่นลอยพลิกกลางอากาศ ก่อนตกลงบนแผ่นเหล็กอีกด้าน
ทอดอีกด้านไม่ถึงนาที จุดเกรียมก็เริ่มปรากฏประปราย พอใช้พายไม้กดลงไปก็ได้ยินเสียงฉ่ากรอบ ๆ
เธอแซะแผ่นแรกขึ้นมาใส่ตะกร้าไม้ไผ่ ไอร้อนลอยกรุ่นจากแผ่นแป้ง ขอบบางจนแสงลอดผ่านได้ ส่วนตรงกลางนุ่มเหนียวและสั่นไหวเล็กน้อย
แผ่นแล้วแผ่นเล่า จนทำได้สิบแผ่น
น้ำเต้าหู้ก็ตกตะกอนเรียบร้อย เธอช้อนฟองบนผิวออก เทใส่ชามกระเบื้องเนื้อหยาบสองใบ แล้วเติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย
“ลองชิมดู” หวังสี่เยว่ยกตะกร้าไม้ไผ่ไปวางบนโต๊ะเตี้ย
หวังหนานรีบคว้าแผ่นแป้งขึ้นมากัดคำโต ขอบแป้งแตกกรอบในปาก แต่ตรงกลางกลับนุ่ม รสหยาบ ๆ ของธัญพืชผสานกับความเหนียวนุ่มของแป้งมันเทศ กลิ่นสดชื่นของขึ้นฉ่าย ความเค็มหอมของกุ้งแห้ง และความหวานละมุนเจือกลิ่นดอกไม้จากน้ำมันขี้ผึ้งค่อย ๆ คลี่กระจายเป็นชั้น ๆ
เขาเคี้ยวตุ้ย ๆ แก้มพองจนพูดไม่ออก ได้แต่ยกนิ้วโป้งให้
หวังชุนฮวาก็กัดไปคำหนึ่ง ในใจอดพึมพำไม่ได้ว่า ฝีมือทำอาหารของพี่สาวดีขึ้นขนาดนี้ได้ยังไง แค่ชั่วข้ามคืนเองเหรอ?
เธอไม่ได้สนใจแล้วว่าวัตถุดิบพวกนี้มาจากไหน
หวังสี่เยว่เองก็หยิบแผ่นแป้งขึ้นมากัดหนึ่งคำ แป้งที่ทอดบนแผ่นเหล็กมีกลิ่นหอมเกรียม รสชาติดีจริง ๆ
หวังหนานกลืนลงไปคำหนึ่งแล้วดื่มน้ำเต้าหู้ตาม “หอมจริง ๆ! เหมือนได้ฉลองตรุษจีนเลย! พี่ทำอาหารเก่งเกินไปแล้ว พี่ นี่ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ยุคนี้ยังมีวันดี ๆ ที่ได้ดื่มน้ำเต้าหู้ด้วย!”
หวังสี่เยว่ยิ้ม “ต่อไปยังมีวันแบบนี้อีกเยอะ ขอแค่พวกเธอไม่ถามว่าวัตถุดิบของฉันมาจากไหน ก็แค่ตามฉันมากินดีอยู่ดีไปก็พอ”
หวังชุนฮวากับหวังหนานสบตากัน แล้วพยักหน้าแรง ๆ
“เอาละ รีบยกไปให้เด็ก ๆ เถอะ พวกเขาคงหิวแล้ว”
แผ่นแป้งกับน้ำเต้าหู้ถูกยกขึ้นโต๊ะ
หม่านฝูยื่นมือคว้าแผ่นแป้งก่อน กัดไปคำหนึ่งแล้วพูดอู้อี้อยู่ในปาก “อร่อย… นุ่ม ๆ หอม ๆ เจี้ยนกั๋ว นายก็กินสิ”
เห็นหม่านฝูกินอย่างเอร็ดอร่อย เจี้ยนกั๋วจึงยื่นมือเล็ก ๆ ไปหยิบแผ่นแป้งยัดเข้าปาก เคี้ยวสองสามที ดวงตาก็เป็นประกาย แล้วงับคำโตอีกคำ
หวังชุนฮวากับหวังหนานสบตากัน ต่างก็โล่งใจขึ้นมา
นี่คือเจี้ยนกั๋วที่ปกติเวลาป้อนข้าวต้องวิ่งไล่ตามไปทั่วบ้านแท้ ๆ วันนี้กลับกินเองได้
มีเพื่อนตัวน้อยคอยกินให้ดูอยู่ข้าง ๆ เด็กก็อยากอาหารขึ้นมาจริง ๆ
อีกอย่าง แผ่นแป้งนี่ก็หอมอร่อยจริง ๆ ไม่เหมือนโจ๊กข้าวโพดหยาบกับผักดองที่กินกันเป็นประจำ มันอร่อยเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่กินให้อิ่มท้องเท่านั้น
หม่านฝูกินแผ่นแป้งไปสองแผ่นอย่างเอร็ดอร่อย เจี้ยนกั๋วเองก็กินไปหนึ่งแผ่นครึ่ง สุดท้ายยังถือแผ่นที่เหลือครึ่งหนึ่งยื่นไปจ่อปากหวังสี่เยว่ “แม่กิน”
หวังสี่เยว่ก้มลงกัดหนึ่งคำ แล้วลูบศีรษะลูก
เด็กทั้งสองกอดชามไว้ ดื่มน้ำเต้าหู้จนหมดเกลี้ยง แล้วเลียก้นชามจนสะอาด
ช่วงเวลาแสนสุขในลานบ้านผู้การหลี่ เริ่มต้นขึ้นจากมื้อเช้ามื้อนี้
——————
อู๋กุ้ยเหมยจูงหลี่ฉิง เดินย่ำหิมะที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปยังบ้านของผู้กองหลี่ลี่เฟิง ลูกชายคนที่หกของตระกูลหลี่
หิมะทับถมลึกเกือบหนึ่งฉื่อ พอเหยียบลงไป เท้าก็จมลึกถึงครึ่งข้อเท้า
ต้นเหมยแดงริมทางออกดอกสะพรั่ง ท่ามกลางสีขาวโพลน พุ่มดอกแดงนั้นสะดุดตาเป็นพิเศษ
นอกลานบ้านมีแม่น้ำสายหนึ่ง ต้นไม้ริมฝั่งไร้ใบ กิ่งก้านถูกหิมะกดจนโค้งงอ ใบไม้ร่วงหมดแล้ว มองดูเงียบเหงาวังเวง
ตอนนี้ในลานบ้านของผู้กองหลี่ ภายในห้องหนาวเย็นจับใจ
หลี่ลี่เฟิงพาทหารขึ้นเขาไป หลายวันแล้วก็ยังไม่กลับ บ้านก็ไม่มีเด็กสักคน โจวเจียอยู่คนเดียว จึงไม่กล้าใช้ถ่านกับฟืนเปลืองเกินไป
เธอซุกมือไว้ในแขนเสื้อ หดตัวงออยู่กับที่ ทุกครั้งที่หายใจก็มีไอขาวลอยออกจากปาก ทั้งยังไอเป็นพัก ๆ
เธอกำลังป่วย ตอนหลี่ลี่เฟิงยังอยู่ เขาไปเชิญผู้หญิงคนหนึ่งจากหมู่บ้านมาดูแล
ผู้หญิงคนนั้นแซ่สวี รูปร่างอวบ เธอก็ซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อและหดตัวงอเช่นกัน
ทั้งคู่หดแขนขา สีหน้าดูอ่อนเพลียห่อเหี่ยวอยู่หลายส่วน
โจวเจียหันไปมองหิมะที่ปลิวอยู่นอกหน้าต่าง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล อากาศหนาวแบบนี้ยังต้องทนไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ใครบอกว่ามีแต่บ้านคนธรรมดาที่กลัวฤดูหนาว?
“พี่สวี ช่วยยกชาร้อนมาให้ฉันสักถ้วยได้ไหม จะเอามาอังมือหน่อย หนาวจริง ๆ” โจวเจียพูดกับหญิงแซ่สวีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
สวีซื่อเงยดวงตาที่ปรือปรอยขึ้นแล้วพูดว่า “เตาก็อุ่นอยู่แค่นี้ จะเร่งไฟก็ไม่ได้ น้ำยังต้มไม่เดือดเลย จะเอาชาร้อนมาจากไหน
สหายโจว ลองโหมไฟให้แรงขึ้นหน่อยสิ จะได้ไม่ต้องดื่มแม้แต่น้ำอุ่นไม่ได้
พูดถึงแล้ว เธอเป็นถึงภรรยาผู้กอง ไม่เห็นต้องประหยัดขนาดนี้เลย นี่ยังป่วยอยู่ด้วย
ยังไงก็เป็นบ้านผู้กอง ได้ยินว่าพ่อสามีก็เป็นนายทหารใหญ่ที่เมืองหลวงด้วย ทำไมถึง… ถ้าไม่อย่างนั้นก็เอาเงินออกมาซื้อถ่านซื้อฟืนสิ ฉันพอมีช่องทาง”
เธอจะไปเอาเงินมาจากไหน
เธอเป็นคนท้องถิ่น พื้นเพบริสุทธิ์ผุดผ่อง บรรพบุรุษสามรุ่นเป็นชาวนายากจน ฐานะยากจนจนแทบไม่มีอะไรจะกิน
ตอนนั้นภรรยาผู้การกองพลเป็นแม่สื่อแนะนำให้ ก็เพราะเห็นว่าเธอมีพื้นเพดี หน้าตาก็สะสวย แถมยังอ่านหนังสือออกและทำงานเก่ง เธอจึงได้แต่งงานกับผู้ชายที่ใคร ๆ ในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างอิจฉา
แต่แต่งงานมาปีกว่าแล้ว ท้องก็ยังไม่มีวี่แวว เธอจึงยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ
ช่วงหลายเดือนมานี้ เธอกินยาไม่เคยขาด ของขมของฝาดกรอกเข้าปากไปตั้งเท่าไร ท้องก็ยังแบนราบ บางครั้งเธอตื่นกลางดึกแล้วลูบท้องตัวเองพลางเหม่อลอย กลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะมีลูกไม่ได้จริง ๆ
ทางบ้านเดิมก็ร้อนใจ ฝากคนส่งข่าวมาถามความเป็นไปเป็นระยะ เธอตอบจดหมายแต่ละครั้งได้แค่พูดอ้อม ๆ จะให้เธอเอ่ยปากขอให้หลี่ลี่เฟิงไปขอเสบียงจากฝ่ายส่งกำลังบำรุงเพิ่มได้ยังไง ในบ้านไม่มีลูกสักคน แม้แต่ข้ออ้างก็ยังไม่มี