ตอนเที่ยง ยังคงเป็นซุปเนื้อเหมือนเดิม
หลังจากหยางหลิ่วกับคนอื่น ๆ กินข้าวเสร็จ ก็จัดให้เสวี่ยจีกับอีกสองคนสร้างกำแพงต่อ ส่วนเสวี่ยโย่วให้มาช่วยทำเตาเผา
เมื่อวานพวกเขาขุดดินเหนียวมาได้ เขาจึงเตรียมสร้างเตาเผาไว้ตรงบริเวณใกล้หน้าผา
ช่วงบ่าย หยางหลิ่วพาเสวี่ยโย่วมาที่ใต้หน้าผาทางตะวันออกของที่พักพิง
“สร้างเตาเผาตรงนี้แล้วกัน”
หยางหลิ่วใช้เท้าเหยียบพื้นเพื่อสัมผัสดูว่าดินนุ่มแค่ไหน เมื่อแน่ใจแล้วจึงกล่าวว่า “ตรงนี้ชิดหน้าผา ช่วยบังลมได้ แถมยังเก็บความร้อนได้เร็วขึ้น ที่สำคัญ ตอนก่อไฟก็ไม่ต้องกลัวเปลวไฟถูกลมพัดจนดับ”
เสวี่ยโย่วพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ถือพลั่วทหารรอให้หยางหลิ่วสั่ง
หยางหลิ่วเลือกพื้นที่ราบใต้หน้าผา ใช้เท้าวาดวงกลมลงบนพื้น แล้วสั่งว่า
“ขุดหลุมก่อน! ขุดให้ลึกประมาณครึ่งตัวคน ปากหลุมต้องแคบกว่าก้นหลุม ตรงนี้คือห้องเผาไฟ เอาไว้ก่อไฟโดยเฉพาะ”
เสวี่ยโย่วฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ก็ยังยกพลั่วทหารขึ้นขุด เขาออกแรงได้มาก ไม่นานก็ขุดหลุมวงกลมขึ้นมาได้หลุมหนึ่ง
หยางหลิ่วหมอบลง ใช้มีดบุกเบิกแต่งด้านในหลุมเล็กน้อย จากนั้นก็สั่งให้เสวี่ยโย่วไปขนหินมา
ทั้งคู่เลือกหินก้อนเล็ก ๆ มาขนไว้
หยางหลิ่วจึงนำหินมาเรียงทีละก้อนรอบห้องเผาไฟ จนกลายเป็นผนังเตาเผาทรงกระบอก
เมื่อเรียงเสร็จ เขาก็นำดินเหนียวที่ขุดกลับมาเมื่อวานออกมา ผสมน้ำแล้วคลุกจนเป็นโคลนข้น จากนั้นค่อย ๆ ฉาบลงตามร่องระหว่างก้อนหิน
“ท่านเทพ นี่คืออะไรหรือ?”
“เอาไว้เก็บความร้อน ต้องฉาบโคลนให้ทั่วและสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นตอนก่อไฟลมจะรั่วเข้าไป ทำให้ไฟไม่แรงพอ”
