ทั้ง 6 คนพักฟื้นอยู่ในกระท่อมน้ำแข็งนานถึง 2 วัน กว่าจะฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปจากการสังหารแรดเกราะภูผาได้ครบถ้วน
วันที่ 11 เวลาประมาณ 9 โมงเช้า
เพราะด้านนอกยังคงเป็นกลางวันตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคนจึงต้องอาศัยการ์ดค่าจ้างของหยางหลิ่วในการแยกแยะเวลา
“แย่แล้ว! ฉันพบร่องรอยของเผ่าสัตว์แถวภูเขาหิมะทางเหนือ!” หานเฟยสวมหนังจามรี ฝ่าลมและหิมะเปิดม่านหนังจามรีแล้วเดินเข้ามาจากด้านนอก
ภายในกระท่อม ทั้ง 5 คนกำลังโคจรพลัง ดูดซับฤทธิ์ยาอยู่
เมื่อได้ยินคำพูดของหานเฟย ทุกคนก็หยุดทันที แล้วหันไปมองเขา
“เผ่าสัตว์อะไร?” หลิงอวิ้นถามทันที
“มองไม่ชัด เห็นแค่รอยเท้าคน แต่พวกเรา รวมถึงผู้บุกเบิกคนอื่น ๆ ล้วนสวมรองเท้า ส่วนอีกฝ่ายกลับเดินเท้าเปล่า!”
“อีกอย่าง ฉันเจอสิ่งนี้ตรงบริเวณที่เผ่าสัตว์หยุดพัก!”
พูดจบ หานเฟยก็หยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้ด้านหลัง
“กะโหลกเหรอ? กะโหลกมนุษย์?” หยางหลิ่วอุทาน
“ไม่ใช่กะโหลกมนุษย์ เป็นกะโหลกคนเถื่อนต่างหาก!” มู่หรงเสวี่ยขัดคำพูดของหยางหลิ่ว ก่อนเอ่ยว่า “กะโหลกมนุษย์เล็กกว่านี้ อีกทั้งพัฒนาการของกะโหลกมนุษย์ก็สมบูรณ์กว่า กะโหลกของคนเถื่อนถึงได้เป็นแบบนี้...”
สมแล้วที่มู่หรงเสวี่ยเรียนแพทย์ เธอมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายมนุษย์อย่างมาก
เธอเพียงมองแวบเดียวก็วินิจฉัยได้ว่านี่ไม่ใช่กะโหลกมนุษย์ แต่เป็นของคนเถื่อน
“ให้ตายสิ เผ่าสัตว์กินคนด้วยเหรอ?” เซวียหรงถามอย่างไม่รู้ตัว
