เย่หวั่นซิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองกู้ผิงเซิงด้วยความสงสัยอยู่หลายครั้ง ข้างในนั้นน่ากลัวขนาดนั้นจริงหรือ?
ไม่นานนัก ลั่วชิงเสวี่ยก็เปิดประตูออกมา ใบหน้าเล็กซีดเผือด เดินตัวสั่นงันงกลงมา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด...
“ฮือ ๆ... ฉันนึกว่าจะกลับออกมาไม่ได้แล้ว...”
ลั่วชิงเสวี่ยโผเข้าหากู้ผิงเซิง ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขาพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
ไม่ต้องเดาก็รู้
เมื่อครู่ลั่วชิงเสวี่ยต้องเจอเรื่องเลวร้ายบางอย่างมาแน่
กู้ผิงเซิงลูบหลังเธอ ปลอบอยู่สองสามคำ
ถึงคราวเย่หวั่นซิง เธอเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็กลืนน้ำลายลงคอ
ถ้าเป็นแค่คนเดียวหรือสองคนก็ยังพอว่า แต่ถ้าทั้งสามคนเป็นเหมือนกัน แสดงว่าข้างในนั่นน่ากลัวจริง ๆ...
“เอ่อ...ฉันไม่เข้าไปได้ไหม?”
เย่หวั่นซิงหดคอ เอ่ยอย่างหวาดกลัว
“ไม่ได้ เธอต้องเข้าไป ฉันกับกู้ผิงเซิงเข้าไปกันทั้งคู่แล้ว เธอก็ต้องไปด้วย...”
กู้ผิงเซิงพยักหน้า “ใช่ เธอต้องเข้าไปด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่ยุติธรรม”
ทั้งสองจ้องเย่หวั่นซิงที่ดูหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย
เย่หวั่นซิง: ......
เธอรวบรวมความกล้าแล้วเดินเข้าไป
ผ่านไปอีกไม่กี่นาที เธอก็ลงมาด้วยสีหน้าหวาดกลัวไม่ต่างกัน
ทว่าในแววตากลับมีความตื่นเต้นเจืออยู่ ดูทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นอย่างชัดเจน
ดวงตายังแดงก่ำ ราวกับผ่านเรื่องราวมามากมาย
ลั่วชิงเสวี่ยมองเย่หวั่นซิงอย่างฉงน เธอเป็นอะไรไปถึงได้มีสภาพแบบนี้?
เย่หวั่นซิงคงไม่ใช่พวกวิปริตหรอกนะ!
ไม่สิ ต้องตัดคำว่า ‘คงไม่ใช่’ ทิ้งไป...
พอทั้งสามเจอเรื่องแบบนี้เข้า ก็หมดอารมณ์ออกกำลังกายแล้ว ถึงค่าสติจะเป็นค่าสติ พละกำลังก็เป็นพละกำลัง
แต่สภาพของแต่ละคนเห็นได้ชัดว่าต้องกลับไปนอนพักให้เต็มที่ แล้วค่อยฟื้นค่าสติกันสักหน่อย
