ในชั่วขณะนั้น ความเป็นไปได้มากมายนับไม่ถ้วนพลันผุดขึ้นในหัวของเผยเอินซือ
เจี่ยนหยวนรู้เรื่องกองกำลังกบฏได้อย่างไร?
รู้มากแค่ไหนแล้ว?
คำพูดเมื่อครู่หลุดปากขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ หรือเป็นการหยั่งเชิงอย่างคนที่ต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจ?
เขาก้มตามองสีหน้าของเจี่ยนหยวนอย่างละเอียด รอคำตอบจากเธอ
เจี่ยนหยวนรู้สึกถึงอันตรายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ราวกับว่าหากคุยเรื่องนี้ต่อไป จะต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่
เธอเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง จึงพยายามบ่ายเบี่ยง “อืม พอดีนึกขึ้นมาได้ ไม่มีอะไรหรอก”
แต่เผยเอินซือไม่ยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ
เขาพูดต่อ “แต่ผมเหมือนไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน ไกด์เจี่ยนพอจะช่วยอธิบายให้ผมฟังได้ไหม?”
เจี่ยนหยวนเริ่มประหม่า
ไม่ชอบมาพากลเลย
ในเวลานี้มีคนรู้เรื่องกองกำลังกบฏน้อยมาก การที่เธอเผลอพูดออกมาย่อมดูแปลกก็จริง แต่ที่เผยเอินซือใส่ใจกับคำว่ากองกำลังกบฏขนาดนี้ยิ่งแปลกกว่า
บอกว่าไม่เคยได้ยินคำนี้ เจี่ยนหยวนไม่เชื่อเด็ดขาด
ถ้าไม่เคยได้ยิน ก็ไม่มีทางใส่ใจหรอก
หรือว่าเผยเอินซือจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังกบฏ?!
เธอระแวดระวังขึ้นถึงขีดสุด ค่อย ๆ เอ่ยถ้อยคำ พยายามถ่วงเวลา “เรื่องนี้น่ะ...จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่ได้รู้อะไรมาก...”
เจี่ยนหยวนกลอกตา ก่อนจะนึกชื่อหนึ่งขึ้นมาได้ทันที
“เซิ่งจิ้นอวี่เป็นคนบอกฉัน! เขาแค่พูดชื่อขึ้นมา ฉันก็เลยจำได้ ถ้าคุณสงสัยก็ไปถามเขาสิ”
ในเมื่อเผยเอินซือรู้เรื่องกองกำลังกบฏ เซิ่งจิ้นอวี่ก็น่าจะรู้เหมือนกัน
อีกฝ่ายนี่แหละแพะรับบาปชั้นดี!
ภายในโถงใหญ่
เซิ่งจิ้นอวี่พิงกำแพง ทำทีหมุนมีดสั้นคมกริบในมืออย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสองคู่ที่รออยู่ เขาก็หันไปอย่างพอดิบพอดี สบตากับเจี่ยนหยวนที่มีสีหน้าเปี่ยมสุข และเผยเอินซือที่สีหน้าล้ำลึกเย็นชา
เขาไม่แปลกใจที่เห็นทั้งสองคน
อย่างไรเสีย เขาก็เฝ้าอยู่ตรงนี้เพื่อรอพวกเขาอยู่แล้ว
แต่สีหน้าแบบนี้มันอะไรกัน?
เขาก็ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยนี่?
“เซิ่งจิ้นอวี่”
เผยเอินซือหรี่ตาเรียวยาวลงเล็กน้อย แววตาเจือคำเตือน “ภารกิจของนายทำได้ ‘ยอดเยี่ยม’ จริง ๆ”
เรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน พวกเขาก็ได้รับข่าวในกลุ่มแล้ว
