เจี่ยนหยวนเม้มปากกลั้นหัวเราะ
“โชคดีที่อีไลไม่อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาได้ยินคุณพูดแบบนี้ คงโกรธคุณแน่”
อันอวิ๋นย้อนถาม “มีวันไหนบ้างที่เขาไม่โกรธ?”
พูดเสียอย่างนั้น
เจี่ยนหยวนคิดในใจว่า สมแล้วที่คนคุ้นเคยกันจะรู้วิธีเหน็บแนมกันดีที่สุด
ทั้งสองคุยกันได้ไม่นาน
อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาของอันอวิ๋นส่งเสียงเตือน คงมีภารกิจเร่งด่วนใหม่เข้ามา
เขากล่าวลาเจี่ยนหยวน แล้วกำชับว่า
“วันนี้ยังไม่ต้องนำทาง ถ้าอยากเดินเล่นในค่าย อย่าลืมหาคนไปเป็นเพื่อนด้วย ตอนมื้อเที่ยงพยายามไปกินกับคนที่คุ้นเคยกัน”
“ช่วงบ่าย...เราน่าจะได้เจอกันอีก”
เจี่ยนหยวนพยักหน้า
เธอส่งข้อความนัดกับหลัวอีไว้แล้ว พอถึงเวลาอาหาร ทั้งสองจะไปพบกันหน้าหอคอยแห่งหนึ่ง
หลัวอีมักยืนตัวตรงเสมอ คิ้วตาคมกริบ ปอยผมย้อมสีน้ำเงินที่แซมอยู่ในเส้นผมยิ่งขับให้เธอดูปราดเปรียวคล่องแคล่ว
“ไปกันเถอะ”
เธอกวักมือเรียกเจี่ยนหยวน แล้วพูดต่อ
“ได้ยินมาว่าโรงอาหารแยกสำหรับไกด์ยังสร้างไม่เสร็จ ตอนนี้เราต้องกินข้าวที่เดียวกับเซนทิเนล”
เจี่ยนหยวนพยักหน้าหงึก ๆ
ทั้งสองเดินเคียงกันไป หลัวอีถามระหว่างทางว่า
“ก่อนหน้านี้ฉันก็รู้แล้วว่ามีชื่อฉันอยู่ในรายชื่อ พอได้รับแจ้งเลยไม่ค่อยตกใจ เห็นเธอก็ดูเหมือนกัน เธอรู้มาก่อนหรือเปล่าว่าจะถูกส่งมาที่นี่?”
เจี่ยนหยวนชะงัก “ทำไมคุณถึงรู้ล่ะ?”
