ราวกับผืนดินแตกระแหงที่ได้รับการรดน้ำ ทะเลจิตซึ่งกำลังจะพังทลายก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเป็นครั้งแรก
ดวงตาคู่นั้นของฉู่เย่าปิดสนิท ดวงตาแฝงไอเย็นชาและห่างเหิน ขนตายาวหนาสั่นไหวเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่น
ความรู้สึกแบบนี้…
มือของเขาเอื้อมไปทางเอวของเจี่ยนหยวนโดยไม่รู้ตัว แต่กลับชะงักกลางอากาศ ก่อนจะฝืนดึงกลับมาไว้ข้างลำตัว
ปลายนิ้วจิกลงในถุงมือหนังสีดำจนเกิดรอยลึก
เขากำลังข่มกลั้นแรงปรารถนาที่อยากเข้าใกล้อีกฝ่าย
ตอนนี้เจี่ยนหยวนกำลังจดจ่ออยู่กับทะเลจิตอย่างเต็มที่ จึงไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวภายนอก
เธอค่อย ๆ กำจัดหมอกสีเทาตามขอบเขต พอจัดการไปได้ราวหนึ่งในห้า ก็เริ่มปวดขมับ เป็นสัญญาณเตือนว่าการใช้พลังจิตของเธอถึงขีดจำกัดแล้ว
ดูท่าวันนี้คงทำได้แค่นี้
เจี่ยนหยวนรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
เธอพบว่าบริเวณที่กำจัดหมอกสีเทาออกไปจะมีพลังงานฟุ้งกระจายออกมา และถูกเธอดูดซึมเข้าไป
พลังงานนั้นดูเหมือนจะมาจากตัวเหยี่ยว
หลังจากพลังงานซึมเข้าสู่พลังจิตของเธอ พลังจิตก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น
นี่มันอะไรกัน?
เธอดูดซึมพลังจิตของอีกฝ่ายเข้าไปหรือ?
แต่ในตำราเรียนไม่เคยบอกว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นนี่นา
หรือว่านิยายกำลังภายในที่เธอเคยอ่านจะได้ผลขึ้นมา วิชาดูดดาวงั้นหรือ?
“เหนื่อยจัง…”
เจี่ยนหยวนชักมือกลับ พลางนวดขมับไปด้วย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วสบเข้ากับสายตาจ้องเขม็งของชายตรงหน้า
เงาจากผมดำบดบังคิ้วเข้มลึก ดวงตาสีดำที่เคยมีประกายแดงจาง ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม ทว่าอารมณ์ในนั้นยิ่งร้อนแรงขึ้น
เจี่ยนหยวนตกใจจนกลืนคำบ่นที่เหลือลงคอ
ฮือ
ทำไมทำหน้าดุขนาดนั้น?
การนำทางของเธอไม่ได้ผลหรือ? ไม่น่าใช่นะ?
ฉู่เย่าไม่ได้พูดขึ้นมาทันที
เขาหลุบตาลง ร่างกายยังคงหลงเหลือความกระสับกระส่ายเมื่อครู่
จิตอวตารของเขาก็กระตือรือร้นผิดปกติ แทบอดใจไม่ไหวที่จะออกมาเอาอกเอาใจหญิงสาวตรงหน้า
ปฏิกิริยาทางร่างกายที่ควบคุมไม่ได้ทำให้น้ำเสียงของเขาเย็นชาลงกว่าเดิม
“เธอไม่ใช่ระดับอี”
เจี่ยนหยวนคิดในใจว่า พี่ชาย ฉันเพิ่งช่วยนำทางให้ นี่ก็โป๊ะแตกกันเลยไม่ค่อยดีมั้ง
อีกอย่าง ใครบอกว่าคนนำทางให้เซนทิเนลระดับเอสเอสไม่ได้จะต้องเป็นระดับอีล่ะ?
มาตรฐานการให้คะแนนของเธอไม่เหมือนคนอื่นต่างหาก!
คำว่าอีที่ว่า มาจากคำว่าเอ็กเซลเลนต์ ซึ่งสูงกว่าระดับกูด เพอร์เฟ็กต์ และอันบีลีฟเอเบิลอีกนะ!
เฮ้อ
คุยกับคนที่ไม่เคยเล่นเกมจับคู่เพลิน ๆ พวกนี้ไม่รู้เรื่องจริง ๆ
เห็นเธอเงียบไป ฉู่เย่าจึงพูดต่อ
“หอคอยขาวคิดว่าเธอเป็นระดับอีใช่ไหม? ถ้าพวกเขารู้ความจริง คงไม่มีทางปล่อยให้เธออยู่ที่นี่คนเดียว”
“เธอรู้ไหมว่าความสามารถของตัวเองหมายถึงอะไร?”
“...คงไม่รู้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ช่วยนำทางให้ฉัน”
เมื่อเทียบกับท่าทีเย็นชาเมื่อครู่ ตอนนี้คำพูดของเขาพรั่งพรูออกมาราวกับฝนกระหน่ำ
เจี่ยนหยวนเริ่มตระหนักว่าระดับพลังจิตของเธออาจสูงกว่าที่คิดไว้มาก
ไม่อย่างนั้นเซนทิเนลระดับเอสเอสจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ได้อย่างไร?
แย่แล้ว
เธอคำนวณพลาด
เจี่ยนหยวนรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “เห็นแก่ที่ฉันช่วยนำทางให้เธอ อย่าบอกเรื่องนี้กับใครได้ไหม?”
“ไม่บอก”
เสียงของฉู่เย่าทุ้มต่ำ คล้ายกำลังเตือนและคล้ายกำลังข่มขู่
“ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้หอคอยขาวประเมินระดับของเธอผิด แต่เธอทำถูกแล้ว อย่าเปิดเผยระดับของตัวเอง”
เจี่ยนหยวนสงสัย “ทำไมล่ะ?”
เธอจงใจคงผลทดสอบระดับอีไว้ เพราะรู้ว่าในอนาคตหอคอยขาวจะถูกกองทัพต่อต้านยึดครอง
แล้วผู้ชายตรงหน้าคนนี้พูดแบบนั้นทำไม?
ฉู่เย่าจ้องเธออย่างตั้งใจ ราวกับต้องการให้เธอจดจำทุกรายละเอียดของเขาไว้ให้ขึ้นใจ
“เพราะว่า—”
เสียงฝีเท้าที่สับสนเล็กน้อยปะปนเข้ากับเสียงสัญญาณเตือน
ฉู่เย่าชะงักคำพูด ความดุดันที่เพิ่งจางหายไปจากรอบตัวกลับมาอีกครั้ง เขากลายเป็นผู้บุกรุกผู้เย็นชาแข็งกร้าวคนนั้นอีกหน “พวกเขามาแล้ว ไว้คราวหน้าค่อยพูดกัน”
เจี่ยนหยวนพึมพำ “จริง ๆ ไม่ต้องมีคราวหน้าจะดีกว่า…”
ฉู่เย่าลุกขึ้นยืน มองเธอแวบหนึ่ง
“เธอน่าจะรู้ว่าเซนทิเนลมีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เฉียบคม ได้ยินที่เธอพูดชัดเจนใช่ไหม?”
เจี่ยนหยวนรีบยกมือปิดปาก เหลือเพียงดวงตากลมโตคู่หนึ่งที่กะพริบปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา เพราะออกแรงมาก แก้มนุ่ม ๆ จึงถูกดันจนป่องออกมาเล็กน้อย
เธอสื่อความหมายชัดเจน
ผิดไปแล้ว หุบปากแล้ว พี่รีบไปเถอะ
ฉู่เย่าคล้ายจะหัวเราะเบา ๆ
เสียงสัญญาณเตือนยังคงดังต่อเนื่อง
เขาถอยไปสองสามก้าว เดินไปถึงหน้าต่าง มือข้างหนึ่งวางบนขอบหน้าต่างแล้ว ก่อนเอียงหน้ามามองเจี่ยนหยวน
“ลืมบอกไป ขอบคุณที่ช่วยนำทางให้”
แสงอาทิตย์นอกหน้าต่างขับเน้นเส้นข้างใบหน้าของชายหนุ่มให้ดูสมบูรณ์แบบเกือบไร้ที่ติ น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา
“ฟินมาก”
ฟิน…มาก?
เจี่ยนหยวนตะลึงกับคำนี้ ในใจคิดว่าผู้ชายคนนี้พูดจาล่อแหลมชะมัด
“ฉันจะมาหาเธออีก”
ฉู่เย่ากล่าว
พูดจบเขาก็กระโดดออกจากหน้าต่าง ร่างปราดเปรียวเลือนหายไปกลางแสงตะวันราวกับเงาสายหนึ่ง
เจี่ยนหยวนรีบเดินไปที่หน้าต่าง มองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าหาเขาไม่พบแล้ว จึงสบถอย่างขุ่นเคือง
“ประสาท! ทำดีไม่ขึ้น!”
อะไรจะมาหาเธออีก นี่มันทำดีไม่ขึ้นชัด ๆ!
เซนทิเนลนี่มันแย่จริง ๆ!
ด้วยความคิดนี้ เมื่อผ่านไป 10 นาที ประตูหอพักถูกหน่วยตรวจตราของหอคอยขาวเปิดออก เจี่ยนหยวนก็ยังคงทำหน้าบึ้งอยู่
“ขออภัยที่รบกวนครับ คุณไกด์เจี่ยน”
เซนทิเนลในเครื่องแบบทหารซึ่งเป็นหัวหน้าทีมโค้งคำนับเธอเล็กน้อยก่อน สีหน้าบนใบหน้าสะอาดสะอ้านจริงจัง “เนื่องจากสัญญาณเตือนเมื่อครู่ ตอนนี้เราจำเป็นต้องตรวจทุกห้อง เพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาปลอดภัยครับ”
สายตาของเจี่ยนหยวนวอกแวกไปมา
เธอไม่แน่ใจว่าผู้ชายคนนั้นทิ้งร่องรอยอะไรไว้หรือเปล่า
เธอช่วยนำทางให้อีกฝ่าย แถมยังไม่แจ้งจับเขา ถ้าอยู่ในสมัยโบราณ อย่างน้อยคงโดนลงโทษฐานสมคบคิดกับศัตรูแน่
“เชิญตรวจได้เลยค่ะ”
เจี่ยนหยวนตัดสินใจว่า ถ้าพวกเขาตรวจพบอะไร เธอจะบอกว่าถูกบังคับ
ถ้าบอกว่าถูกบังคับแล้วยังไม่ได้ผล เธอก็จะแกล้งทำเป็นว่าอาการพลังจิตบกพร่องกำเริบอีกครั้ง
ใครจะไปเอาเรื่องกับคนสติไม่เต็มกันล่ะ?
หลังได้รับอนุญาตจากเจี่ยนหยวน สมาชิกหน่วยตรวจตราหลายคนจึงทยอยเข้าไปทีละคน
ในทีมมีเซนทิเนลสวมเครื่องแบบทหารสองคน และเซนทิเนลสวมเครื่องแบบของสถาบันอีกสองคน หนึ่งในนั้นเป็นคนรู้จักที่เจี่ยนหยวนเพิ่งพบวันนี้
โหยวจวินตู้โบกมือให้เจี่ยนหยวน พร้อมขยับปากส่งสัญญาณว่าเป็นห่วงเธอ
ไม่เป็นไรใช่ไหม?
เจี่ยนหยวนส่ายหน้า
แผลที่ข้อศอกของเธอหายแล้วเพราะสเปรย์รักษา พลังจิตยังตื่นตัวมากขึ้นเพราะดูดซึมพลังงานเข้าไปด้วย
ถึงจะตกใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ได้กำไร
โหยวจวินตู้ตบอกอย่างเว่อร์วัง ผมสีทองไหวตามแรง ใบหน้าแสดงท่าทีโล่งอก
...พวกเขาสนิทกันมากหรือไง?
เจี่ยนหยวนเบือนสายตาอย่างเงียบ ๆ มองเซนทิเนลหลายคนใช้อุปกรณ์เฉพาะทางตรวจทุกซอกทุกมุมในห้องอย่างละเอียด
พวกเขายังเก็บเส้นผมของเธอที่ตกอยู่บนพื้นไปด้วย
เธอกระแอมอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ ช่วงนี้นอนดึกไปหน่อยค่ะ”
ทุกคนหัวเราะออกมา
หัวหน้าทีมรักษาระยะห่างที่ไม่ล่วงเกินจากเธออยู่เสมอ หลังตรวจเสร็จก็ถามว่า
“สัญญาณเตือนยังไม่ยุติ ต้องการให้เราส่งคนมาเฝ้าหน้าห้องไหมครับ?”
เจี่ยนหยวนปฏิเสธ “ไม่ต้องค่ะ”
คนก็เข้ามาแล้ว จะเฝ้าไว้มีประโยชน์อะไร
หัวหน้าทีมเกลี้ยกล่อม “ลองคิดดูอีกครั้งไหมครับ? พวกเราจะเฝ้าอยู่แค่หน้าประตู ไม่รบกวนคุณแน่นอน”
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ทั้งยังมีความเที่ยงตรงแบบทหารอยู่ในตัว
เจี่ยนหยวนยังคงปฏิเสธ
ทุกคนไม่กล้าขัดความต้องการของไกด์
หัวหน้าทีมกำชับให้เจี่ยนหยวนติดต่อพวกเขาทันทีหากมีเรื่องอะไร ก่อนจะพาสมาชิกทีมคนอื่น ๆ ออกไปนอกห้องอย่างอาลัยอาวรณ์
ก่อนจากไป เขายังหันกลับมามองอีกครั้ง
คุณไกด์เจี่ยน...นิสัยดีจริง ๆ
ก่อนหน้านี้พวกเขาตรวจหอพักของไกด์ไปแล้วกว่าสิบห้อง
ไกด์คนอื่น ๆ ไม่ทำหน้ารังเกียจจนไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไป ก็เอาแต่ต่อว่าทำไมไม่มาให้เร็วกว่านี้ ทำให้เสียเวลาไปมาก
หัวหน้าทีมพูดกับโหยวจวินตู้ด้วยความรู้สึกว่า “ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมนายถึงเร่งให้พวกเรามาที่นี่”
ไม่มีเซนทิเนลคนไหนปฏิเสธไกด์แบบนี้ได้
น่าเสียดายที่เจี่ยนหยวนเป็นไกด์ระดับอี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเท่านั้น
เพราะเธอเป็นระดับอี จึงถูกจัดให้เป็นห้องสุดท้าย พวกเขาต้องรับประกันความปลอดภัยของไกด์ระดับสูงกว่าในชั้นเดียวกันก่อน
พันธุกรรมและระดับพลังเป็นกำแพงสูงชันที่คนในโลกนี้ไม่มีวันข้ามพ้น
โหยวจวินตู้ยิ้ม
“หัวหน้าทีม วันนี้ผมเพิ่งรับการนำทางจากคุณไกด์เจี่ยนมา ขอไปคุยกับเธออีกสักหน่อยได้ไหมครับ?”
เขาเสริมว่า “เมื่อกี้เธอไม่ยิ้มเลย ต้องตกใจกับเสียงสัญญาณเตือนมากแน่ ๆ”
หัวหน้าทีมไม่รู้ว่าเจี่ยนหยวนจะทำหน้าตาเย็นชาใส่เซนทิเนลเสมอ หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมอนุญาต
เขาไม่อยากทำให้ไกด์คนนั้นรู้สึกหวาดกลัว
อีกทั้งโหยวจวินตู้ยังเป็นนักศึกษาใหม่อันดับหนึ่งของรุ่น และมีภูมิหลังจากตระกูลใหญ่
เขาไม่เหมือนเซนทิเนลบางคนที่ไม่เคยพบไกด์มาก่อน จนฉวยโอกาสเข้าไปประจบเอาใจไกด์ไม่หยุด
โหยวจวินตู้วิ่งเหยาะ ๆ กลับไปหน้าห้องพักของเจี่ยนหยวน
ประตูยังไม่ปิด เขาไม่ได้เข้าไป เพียงพิงกรอบประตูเฉียง ๆ แล้วโบกมือให้เจี่ยนหยวน ท่าทางเหมือนจะไม่หยุดจนกว่าเธอจะตอบรับ
เฮ้อ เข้ากับคนง่ายเกินไปแล้ว
เจี่ยนหยวนจึงจำต้องโบกมือให้เขาเช่นกัน
โหยวจวินตู้ถึงได้ลดมือลง เครื่องแบบของสถาบันเข้ารูปพอดี เผยให้เห็นรูปร่างสูงโปร่งและปราดเปรียวของเขา
“ตอนหัวหน้าทีมบอกว่าจะตรวจ คุณไกด์เจี่ยนดูเหมือนจะประหม่ามาก ก่อนพวกเรามา ในห้องพักเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง ๆ หรือเปล่าครับ?”
เจี่ยนหยวนรู้สึกผิดในใจ
อะไรกัน ยังมีด่านที่สองอีกหรือ?
หรือพวกเขาจะเจอร่องรอยอะไรเข้าแล้ว?
เธอปฏิเสธ “ไม่มีอะไรนี่คะ”
โหยวจวินตู้เอียงศีรษะจ้องเธออยู่หลายวินาที แต่ไม่ได้ติดใจเรื่องนี้ แล้วเปลี่ยนไปถามว่า
“แล้วทำไมคุณไม่ตอบข้อความผมล่ะ?”
เจี่ยนหยวนร้องอ๋อ ก่อนเปิดอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา แล้วก็เห็นการแจ้งเตือนข้อความหลายรายการจริง ๆ
ทันทีที่เสียงสัญญาณเตือนเริ่มดัง อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมาบอกตำแหน่งของตัวเองกับเขตปลอดภัย พร้อมเตือนให้เธอระวังตัว
แต่ตอนนั้นเธอจะมีเวลามาดูข้อความที่ไหนกัน
เจี่ยนหยวนหาเหตุผลมาแก้ตัว “ตอนนั้นฉันกำลังไถเว็บบอร์ด เปิดโหมดห้ามรบกวนไว้ค่ะ”
โหยวจวินตู้ถอนหายใจ “คุณไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เมื่อกี้คุณไม่ตอบข้อความ ผมเลยต้องสมัครเข้าทีมตรวจตรา ถึงได้มาดูคุณที่หอพักได้”
สีหน้าของเขาเผยความกลัดกลุ้มออกมาเล็กน้อย
“คุณไม่รู้หรอกว่าการแข่งขันดุเดือดแค่ไหน...พอได้ยินว่าจะไปหอพักของไกด์ พวกเซนทิเนลก็เหมือนคนคลั่งกันไปหมด”
แสงยามบ่ายอันอ่อนโยนขับให้ผมสีทองของเขาดูอบอุ่นขึ้น เมื่อผสานกับดวงตาสีอำพันใสกระจ่าง ก็ชวนให้คนรู้สึกดีได้ไม่ยาก
เจี่ยนหยวนรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เธอทำท่าทีไม่ค่อยดีกับโหยวจวินตู้ แต่เขายังเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอขนาดนี้
เธอรับปาก “คราวหน้าฉันจะตอบข้อความให้ทันทีเลยค่ะ”
เมื่อได้คำรับปาก โหยวจวินตู้ก็เผยรอยยิ้มประจำตัวอีกครั้ง
“คุณรับปากผมแล้วนะ อย่าลืมล่ะ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะทำเรื่องไม่ดีอะไรขึ้นมาเพราะเสียใจก็ได้นะ”
เจี่ยนหยวนมองใบหน้าที่แก้มซ้ายเขียนว่าแสนสดใส ส่วนแก้มขวาเขียนว่าเบิกบาน แล้วนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องไม่ดีอะไรได้
คงล้อเล่นมั้ง?
ทั้งคู่คุยกันอีกไม่กี่ประโยค โหยวจวินตู้ต้องกลับไปเขียนรายงานตรวจสอบ จึงขอตัวไปก่อน
เจี่ยนหยวนปิดประตูห้องพัก แล้วหันกลับไปทิ้งตัวลงบนเตียง
โหยวจวินตู้ก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ
เธอคิด
“แต่เมื่อกี้เขาใช้พลังจิตสแกนเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยนะ!”
เสียงร่าเริงเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ
เจี่ยนหยวนเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที
เสียงนี้...หรือว่าระบบของเธอจะมาแล้ว?
