“ผลตอบแทนสิบเท่า!”
“มิติระบบ!”
“ข้าววิญญาณขาว 4,150 ชั่ง!!!”
เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดอย่างกะทันหัน เย่ฮ่าวก็ลืมตาโพลง
ลมหายใจของเขาพลันถี่กระชั้นขึ้น
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยสงบลง
เขารีบสำรวจห้วงความคิดของตน แล้วพบว่ามีจุดแสงสีทองเพิ่มขึ้นมา
ขณะที่มองจุดแสงสีทองนั้น ข้อมูลมากมายก็ผุดขึ้นในห้วงความคิดของเย่ฮ่าว จุดแสงสีทองนี้คือระบบที่เขาได้รับมา
ระบบนี้มีชื่อว่าระบบผลตอบแทน เมื่อระดับการบำเพ็ญของเขาสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แม้ตอนนี้เขาจะอยู่เพียงขั้นหลอมลมปราณชั้นหนึ่ง แต่ผลตอบแทนที่ได้รับเมื่อสรุปยอดในแต่ละวันก็สูงถึงสิบเท่า
เดิมทีมีข้าววิญญาณขาวอยู่ 451 ชั่ง เมื่อได้รับผลตอบแทนสิบเท่า ก็เพิ่มขึ้นเป็น 4,510 ชั่งทันที
ต่อให้เขากินข้าววิญญาณขาววันละสามมื้อ มื้อละหนึ่งชั่ง ข้าววิญญาณขาว 4,150 ชั่งนี้ก็เพียงพอให้กินได้นานกว่าสามปี
“ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณที่ข้าววิญญาณขาวมอบให้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นสิบเท่าแล้ว”
เย่ฮ่าวลองสัมผัสร่างกายของตนเล็กน้อย ก็พบว่าพลังวิญญาณภายในเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ข้าววิญญาณขาวที่เขากินไปก่อนหน้านี้ ให้ผลเทียบเท่ากับการบำเพ็ญหนึ่งวัน
แต่หลังได้รับผลตอบแทนสิบเท่า ก็เทียบได้กับการบำเพ็ญสิบวัน
กล่าวได้ว่าความเร็วในการบำเพ็ญของเขาเพิ่มขึ้นสิบเท่า
เพียงแต่รากวิญญาณของเขาอ่อนด้อยเกินไป พลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นจึงมีจำกัด ระบบเลยไม่ได้แสดงผลออกมาให้เห็น ทว่าในความเป็นจริง ผลตอบแทนก็เพิ่มขึ้นสิบเท่าแล้ว
“ที่แท้นี่ต่างหากคือของวิเศษติดตัวที่แท้จริงของฉัน”
“ฉันก็ว่าแล้ว ในฐานะคนทะลุมิติ จะไม่มีระบบได้ยังไง?”
เย่ฮ่าวกล่าวอย่างตื่นเต้น
เขามีรากวิญญาณธาตุน้ำ ไฟ และไม้ ระดับล่างสุด ตอนนี้อยู่ขั้นหลอมลมปราณชั้นหนึ่ง
หากต้องการทะลวงไปขั้นหลอมลมปราณชั้นสอง อย่างน้อยต้องใช้เวลาแปดเดือน หรือก็คือ 240 วัน
แต่ตอนนี้เย่ฮ่าวมีข้าววิญญาณขาวมากพอ ทั้งยังได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นสิบเท่า
นั่นหมายความว่า อย่างช้าเขาก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็ทะลวงไปขั้นหลอมลมปราณชั้นสองได้
ความเร็วอันน่าหวาดหวั่นเช่นนี้ ต่อให้เทียบกับผู้มีรากวิญญาณชั้นเลิศก็ยังไม่ด้อยกว่า
คืนนั้น เย่ฮ่าวซึ่งเพิ่งได้รับระบบมาใหม่ ๆ ตื่นเต้นจนข่มตานอนไม่หลับตลอดคืน
……
รุ่งเช้าวันถัดมา เย่ฮ่าวผลักประตูไม้ เตรียมจะล้างหน้าบ้วนปาก
เย่หยู่เพิ่งออกจากบ้านพอดี พอเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเย่ฮ่าวก็อดหัวเราะไม่ได้ “เมื่อคืนเจ้าไปทำอะไรมากันแน่ หรือไม่ได้นอนทั้งคืน?”
“เมื่อคืนข้าบำเพ็ญดึกไปหน่อย”
เย่ฮ่าวตอบพลางยิ้ม
เขาจะบอกได้อย่างไรว่าเพราะเพิ่งปลุกระบบขึ้นมา จึงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืน
“เอาละ ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว ต้องไปถอนหญ้าในแปลงข้าววิญญาณขาว”
เย่หยู่ล้างหน้าบ้วนปากอย่างลวก ๆ แล้วรีบจากไป
แม้เขาจะมีศิลาวิญญาณอยู่บ้าง แต่ถ้าเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณขาวได้มากขึ้น ย่อมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
“ไปเถอะ”
เย่ฮ่าวกล่าวพลางมองเย่หยู่ที่รีบร้อนจากไป
ข้าววิญญาณขาวของเขาเก็บเกี่ยวเสร็จหมดแล้ว จึงพักได้สักระยะ
เมื่อกลับถึงกระท่อมไม้ เขาก็หุงข้าววิญญาณขาวอีกครั้ง
จากนั้นก็กินจนอิ่มหนำสำราญ
“นี่คือมิติระบบสินะ?”
เย่ฮ่าวมองพื้นที่ที่ระบบมอบให้ ดวงตาเป็นประกาย
พื้นที่ที่ระบบมอบให้มีทั้งหมดสิบช่อง แต่ละช่องเก็บสิ่งของได้หนึ่งชนิด และจำนวนที่เก็บได้ไม่มีขีดจำกัด
กล่าวคือ ต่อให้หลังจากนี้เย่ฮ่าวมีข้าววิญญาณขาวมากแค่ไหน ก็ใส่รวมไว้ในช่องเดียวกันได้
เย่ฮ่าวหยิบข้าววิญญาณขาวสิบชั่งขึ้นมา แล้วออกเดินไปยังกระท่อมไม้ของพี่ใหญ่จ้าว
พี่ใหญ่จ้าวเป็นคนที่ตอนนี้เย่ฮ่าวยังล่วงเกินไม่ได้
อีกฝ่ายก็ไม่ได้เรียกร้องมากมายอะไร เพียงข้าววิญญาณขาวสิบชั่งเท่านั้น แค่ได้เครื่องรางคุ้มกายมาสักชิ้น สำหรับเขาแล้วก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า
“สมกับเป็นโลกที่ไหน ๆ ก็มีอภิสิทธิ์จริง ๆ”
เมื่อเห็นกระท่อมไม้ของพี่ใหญ่จ้าวที่ใหญ่กว่าของตนถึงสิบกว่าเท่า เย่ฮ่าวก็อดทอดถอนใจไม่ได้
แต่เขาก็เพียงคิดในใจ ก่อนจะถือข้าววิญญาณขาวเดินต่อไป
ทว่ายังไม่ทันเข้าใกล้ เสียงทุ้มกังวานของพี่ใหญ่จ้าวก็ดังออกมาจากในกระท่อมไม้ “ศิษย์น้อง ข้าววิญญาณขาวที่เจ้านำมานี้ยังชำระดอกเบี้ยของเดือนนี้ไม่พอเลยนะ”
น้ำเสียงนั้นเจือแววหยอกเย้าอยู่เล็กน้อย
“พี่ใหญ่จ้าว ขอผัดผ่อนอีกวันได้หรือไม่?”
“พรุ่งนี้ข้าจะไปตลาด ต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างไว้ทั้งหมดให้หมดแน่นอน”
“หึ หากทุกคนผัดหนี้เหมือนเจ้า แล้วข้าจะทำมาหากินต่อไปได้อย่างไร?”
บทสนทนานี้ทำให้เย่ฮ่าวไม่รู้ว่าควรเข้าไปดีหรือไม่
คนที่เพาะปลูกข้าววิญญาณขาวครั้งแรกแล้วทำภารกิจได้เกินเป้าอย่างเย่ฮ่าวนั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ชาวนาวิญญาณส่วนใหญ่ เมื่อเพาะปลูกข้าววิญญาณขาวครั้งแรก ผลผลิตมักไม่เกิน 300 ชั่ง
หากทำภารกิจที่เบื้องบนมอบหมายไม่สำเร็จสามครั้ง ก็จะถูกขับออกจากสำนัก
เพราะเหตุนี้ บริการปล่อยกู้จึงเกิดขึ้น
เนื่องจากมีผู้อาวุโสจ้าวหนุนหลัง พี่ใหญ่จ้าวจึงผูกขาดการปล่อยกู้ในเขตอักษรอี่
ศิษย์รับใช้ที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ แต่ไม่ยินยอมถูกขับออกจากสำนัก จึงทำได้เพียงไปกู้ยืมจากพี่ใหญ่จ้าว
อัตราดอกเบี้ยที่พี่ใหญ่จ้าวเรียกเก็บนั้นไม่นับว่าสูงนัก
ขอเพียงขยันสักหน่อย อีกไม่กี่ปีก็ชำระหนี้ข้าววิญญาณขาวที่กู้มาได้หมด
แต่กลับมีคนที่ทะนงตน คิดว่าตนจะทะลวงไปถึงขั้นหลอมลมปราณชั้นหกและกลายเป็นศิษย์สายนอกได้ จึงไม่ใส่ใจดูแลแปลงนา ทำให้ไม่อาจชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ได้ ดอกเบี้ยจึงทบต้นทบดอก กว่าจะรู้ตัวและคิดชำระคืนก็สายเกินไปเสียแล้ว
พวกเขาหารู้ไม่ว่า ที่ต้องมาเป็นศิษย์รับใช้ก็เพราะรากวิญญาณของตนไม่เอาไหน
แล้วจะหวังทะลวงไปถึงขั้นหลอมลมปราณชั้นหกในเวลาอันสั้นได้อย่างไร
ทว่าเย่ฮ่าวยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ก็มีคนสังเกตเห็นเขาเสียก่อน
“ใคร?”
ลูกน้องคนหนึ่งของพี่ใหญ่จ้าวจับสังเกตได้ว่าเย่ฮ่าวเข้ามาใกล้ จึงพุ่งออกจากกระท่อมไม้และขวางหน้าเขาไว้ทันที
พลังบ่มเพาะขั้นหลอมลมปราณชั้นสี่กดดันจนเย่ฮ่าวหายใจติดขัดเล็กน้อย
“ข้า เย่ฮ่าว นำข้าววิญญาณขาวของฤดูกาลนี้มาส่ง”
เย่ฮ่าวรีบหยิบข้าววิญญาณขาวสิบชั่งออกมา
“เป็นเจ้านี่เอง”
เมื่อเห็นข้าววิญญาณขาวสิบชั่งในมืออีกฝ่าย ลูกน้องจึงนึกออกเสียทีว่าผู้มาเยือนเป็นใคร
“ข้าเอง เย่ฮ่าวจากกระท่อมไม้หมายเลข 404 ในเขตอักษรอี่”
เย่ฮ่าวรีบบอกชื่อและกระท่อมไม้ที่ตนอาศัยอยู่
“ตามข้ามา”
ลูกน้องพยักหน้า ก่อนจะพาเย่ฮ่าวเข้าไปในกระท่อมไม้
ภายในกระท่อมไม้มีคนอยู่เจ็ดแปดคน
นอกจากพี่ใหญ่จ้าวแล้ว ยังมีลูกน้องอีกหลายคนของเขา รวมถึงเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางคนหนึ่งที่กำลังสั่นเทา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
“น่าสนใจ ได้ยินลุงไป๋บอกว่าครั้งนี้เจ้าเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณขาวได้ 415 ชั่ง?”
พี่ใหญ่จ้าวถือข้าววิญญาณขาวขึ้นมา ชั่งน้ำหนักเบา ๆ เมื่อแน่ใจว่าหนักสิบชั่งก็เงยหน้ามองเย่ฮ่าวที่อยู่เบื้องล่าง ก่อนเอ่ยถามย้ำ
เขาเองก็เพิ่งเคยเห็นคนที่ได้ผลผลิตเช่นนี้ทั้งที่ไม่ได้ใช้วิชาฝนวิญญาณ
หลังพี่ใหญ่จ้าวพูดจบ ไม่เพียงลูกน้องของเขาเท่านั้น แม้แต่เด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังตัวสั่นอยู่ก็อดเงยหน้ามองเย่ฮ่าวไม่ได้
“เรียนพี่ใหญ่จ้าว ครั้งนี้ข้าเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณขาวได้ 415 ชั่งจริงขอรับ”
