เจียงชิงเยว่เดิมคิดว่า แม้ตนจะข้ามภพมาอยู่ในร่างอายุสิบแปด แต่อย่างน้อยความคิดจิตใจก็อายุยี่สิบหกปีแล้ว
เมื่อเทียบกับซ่งเยี่ยนน้องชายอายุเพียงยี่สิบปีที่แทบไม่เคยพบเห็นโลกกว้าง การจะควบคุมเขาไว้คงไม่ใช่เรื่องยาก
นึกไม่ถึงว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเพียงเอ่ยวาจาเรียบง่ายเพียงหนึ่งสองประโยคหรือเพียงแค่สายตาก็สามารถโต้กลับมาได้
แววตานั้นหาใช่สิ่งที่ชายวัยยี่สิบพึงมีไม่
นางกล่าวมาเพียงเท่านี้ เขากลับยังมิได้คลายความระแวงสงสัย
เจียงชิงเยว่สูดลมหายใจลึก ตักโจ๊กขาวกินหนึ่งคำ แล้วตักไข่ตุ๋นอีกหนึ่งช้อนกลืนลงไป "เช่นนี้คงพอใจกระมัง?"
เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบกลับคืน หลังจากกินเสร็จเจียงชิงเยว่ก็มิวายยิ้มตาหยีมองเขาแวบหนึ่ง "ในเรือนข้าวสารหมดแล้ว กินอิ่มจึงจะฟื้นตัวได้เร็วแล้วคัดลอกตำรา หาเงินได้เราถึงจะซื้อข้าวสารมาหุงหากินได้"
พูดจบก็เตรียมหมุนตัวจากไปด้วยใบหน้าอิ่มเอม
มิคาดเพียงยกเท้าจะก้าวเดิน เสียงราบเรียบไร้ความรู้สึกของซ่งเยี่ยนก็ดังขึ้นอีกครา "เปลี่ยนช้อนเสียใหม่เถิด"
"อีกเรื่อง วันที่แล้วเจ้ากลับเรือนบิดามารดาคงนำเงินสองตำลึงที่เก็บสะสมในบ้านไปให้หมดสินะ? แม่ยายคงไม่คิดว่าน้อยไปกระมัง?"
เมื่อถูกซ่งเยี่ยนเอ่ยเตือนเช่นนี้ เจียงชิงเยว่จึงพลันนึกขึ้นได้ว่า เจ้าของร่างเดิมคราวที่กลับเรือนบิดามารดาเมื่อวาน นำเงินในเรือนไปจนหมดสิ้นจริง ๆ
ทว่าคนในเรือนหลอกลวงนางโดยอ้างว่าขอยืม แต่เมื่อพิจารณาดูสิ่งที่คนในครอบครัวนั้นเคยก่อไว้ เงินนี้ก็ดั่งโยนเนื้อให้เสือ มีแต่เสียไปเปล่า
เจียงชิงเยว่เหลือบมองเขาอย่างรู้สึกผิด ปิดหูปิดตาตนเองต่อประโยคหลังโดยอัตโนมัติ
