เจียงชิงเยว่พลันรู้สึกดำมืดตรงหน้า ยังไม่ทันเตรียมตัว วิญญาณก็ลอยออกจากยมโลกเสียแล้ว
คำด่าแทบหลุดถึงลำคอยังไม่ทันพ้นปาก นางก็ร่วงลงมาบนพื้นที่อบอุ่นนุ่มนิ่ม
ลืมตาขึ้นมอง กลับตกใจจนแทบสิ้นวิญญาณ ถ้อยคำที่กล้ำกลืนกลับลงไปก็พลันหลุดออกมา
ไหนว่าจะให้นางเกิดเป็นเด็กยุค 00s ไง เหตุใดถึงทะลุมิติมาสมัยโบราณเล่า?!
ทั้งยังคร่อมทับชายรูปงามดั่งหยกอยู่ตรงนี้ มือทั้งสองยังกดแน่นบนแผ่นอกล่ำสันร้อนระอุของเขาอีก
ในห้องไร้แสงตะเกียง ทว่าแสงจันทร์ยังสาดส่องให้เห็นรูปลักษณ์ของชายหนุ่มชัดเจนแจ่มแจ้ง
เห็นเพียงใบหน้างามดั่งหยกสลัก ไรผมเฉียบคม สองตายาวเรียวปรือหรี่ ริมฝีปากบางเม้มแน่น คิ้วสูงขมวดมุ่น หน้าผากมีบาดแผลสะดุดตา งามแตกร้าวเจือความเวทนา
ก้มมองตนเองอีกที สองมืออวบอ้วนดั่งขาหมูตุ๋น อาภรณ์กว้างใหญ่ยังมิอาจปกปิดชั้นไขมันบนเอวที่ทับถมกันชั้นแล้วชั้นเล่า ช่างอนาถสุดทน
เจียงชิงเยว่เห็นลำคอของเขามีเส้นเลือดปูดโปน ร่างกายเกร็งแน่นไปทั้งร่าง ราวกับกำลังข่มกลั้นอันใดอยู่
คิดว่าควรรีบถอยลงมาก่อน ที่ไหนได้ดิ้นรนไปคราหนึ่ง คนยังไม่ทันลุก ก็กลับล้มคว่ำทับลงไปอีกอย่างน่าอัปยศ
ชายหนุ่มพลันส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด ลืมตาขึ้นฉับพลัน แววตาเย็นเยียบวาบวาว
เจียงชิงเยว่รู้สึกว่าแววตาอันน่าสะพรึงนี้คุ้นเคยนัก ยังไม่ทันได้ไตร่ตรอง ก็ได้ยินเขากู่ตะคอกด้วยโทสะว่า
“เจียงชิงเยว่ หากเจ้ายังกล้าคิดไม่ซื่อกับข้าอีก ข้าจะฆ่าเจ้า!”
กล่าวจบ เขาใช้เรี่ยวแรงและสติสุดท้ายถีบนางตกจากเตียง
เจียงชิงเยว่ถูกกระแทกจนปวดศีรษะราวจะปริแตก จากนั้นความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็พรั่งพรูเข้าสู่สมอง——
ที่แท้นางได้ทะลุมิติมาจริง ๆ และยังมาเข้าร่างเด็กสาววัยสิบแปดปีที่มีชื่อและนามสกุลเดียวกันกับตน
เพียงแต่นี่มิใช่แดนหัวเซี่ย ทว่าเป็นประเทศที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน——แคว้นต้าเซี่ย
ชายที่เพิ่งถีบนางตกเตียงนั้นนามว่าซ่งเยี่ยน เป็นสามีที่ร่างเดิมเพิ่งแต่งเข้าหอเมื่อเดือนก่อน
มิอาจโทษที่เขาถีบนาง ก็เพราะแต่เดิมร่างเดิมใช้กลอุบายสกปรก บีบบังคับให้เขาแต่งกับตน
หลังแต่งงาน ซ่งเยี่ยนไม่ยอมแตะต้องนาง ทั้งสองแยกห้องหลับนอนตลอดมา
แรกเริ่มร่างเดิมก็ไม่เข้าใจว่าชีวิตสามีภรรยานั้นเป็นเช่นไร จึงมิเคยก่อปัญหาอย่างตรงจุด กระทั่งกลับไปเยี่ยมบ้านมารดาตอนกลางวัน พอกลับมามือก็มียาห่อหนึ่งเพิ่มขึ้น
ซ่งเยี่ยนโดนยาโดยไม่ทันตั้งตัว จึงไม่เสียดายที่จะกระแทกศีรษะจนแตกเพื่อรักษาสติเอาไว้ แต่เพราะร่างกายอ่อนล้า สุดท้ายก็หมดเรี่ยวแรงสลบไป
ร่างเดิมเห็นสามีของตนทนทุกข์ถึงเพียงนี้ยังไม่ยอมแตะต้องนาง ก็โกรธจนสิ้นใจตายไป กลายเป็นเจียงชิงเยว่ที่ถูกดึงวิญญาณผิดมาเข้าแทนที่
เจียงชิงเยว่ผู้รวบรวมความทรงจำได้แล้ว มองขึ้นไปบนฟ้าอย่างจนใจ สิ่งที่เห็นคือหลังคามุงจากผุพังมีลมรั่ว
ก้มถอนหายใจ บนพื้นเต็มไปด้วยของระเกะระกะสกปรกซ้ำยังมีหนูตัวหนึ่งเขย่าหัววิ่งออกไปจากหลังเท้าของนาง
เจียงชิงเยว่ที่ปกติกลัวหนูเป็นที่สุด ยามนี้กลับเฉยชา เพียงแต่ทอดสายตามองมันไปเลือนราง
สุดท้ายจึงเหลือบตามองกลับไปที่เตียงด้วยสีหน้าราวกับสิ้นสิ้นอาลัยในชีวิต
เห็นซ่งเยี่ยนกำลังกัดฟันแน่น ดวงตาเดือดดาลจ้องนางอย่างหวาดระแวง เจียงชิงเยว่อดสั่นสะท้านไม่ได้
สภาพแวดล้อมก็ไม่ทันได้ปริปากบ่น! ยมโลกก็ไม่ทันได้ต่อว่า! รีบเก็บกวาดสถานการณ์ก่อน!
“ซ่งเยี่ยน ท่านวางใจ ข้าจะไม่บังคับท่านอีกเด็ดขาด ข้ารู้ว่าท่านทุกข์ทรมานนัก ตอนนี้ข้าเพียงอยากช่วยเหลือท่าน”
ได้ฟังเช่นนั้น ซ่งเยี่ยนก็บังเกิดโทสะที่ถูกยั่วเย้าขึ้นในแววตาทันที “ไสหัวไป!”
เจียงชิงเยว่ก็รีบตอบสนองทันใด รีบโบกมือ “ไม่ใช่การช่วยอย่างที่ท่านคิด——”
กล่าวพลาง ไม่ทันอธิบาย เปิดประตูวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
มองสตรีที่พุ่งทะยานออกนอกประตู ซ่งเยี่ยนรู้สึกคันในลำคอ กลิ่นคาวเลือดพลุ่งขึ้นมา
เหตุใดฟ้าดินให้โอกาสเขาย้อนคืนชีพแล้ว กลับให้เขาย้อนมาถึงค่ำคืนนี้?
ชาติที่แล้ว หญิงนางนั้นใช้ทุกวิถีทางบีบบังคับตนไม่สำเร็จ ก็เดือดดาลเป็นโทสะวิ่งออกไปเรียกชาวบ้านมาดูตนเป็นตัวตลก ยังประจานต่อหน้าธารกำนัลว่าเขาเป็นบัณฑิตตกยากที่ไร้สมรรถภาพ แม้แต่มารดาพี่น้องที่อยู่เรือนติดกันก็พลอยกลายเป็นเป้าถากถางด่าทอของนางไปด้วย
เรื่องนี้ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกของคนทั้งหมู่บ้าน วันนี้ก็กลายเป็นวันที่น่าอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา
ชาตินี้ จะให้นางสมหวังอีกมิได้เด็ดขาด
คิดถึงตรงนี้ ซ่งเยี่ยนจึงฝืนทนความไม่สบายกายอันรุนแรง กัดฟันดิ้นรนลุกขึ้นนั่งจากเตียง
กำลังจะสวมเสื้อ จู่ ๆ ก็เห็นหญิงนางนั้นแบกอ่างใหญ่เข้ามา
วางอ่างลงแล้ว ก็รีบหิ้วน้ำสองถังเข้ามาจากด้านนอก
“ที่บ้านมีอยู่เพียงอ่างเดียว! ท่านพอใช้ไปก่อนเถอะ!”
เจียงชิงเยว่เคยอ่านในหนังสือนิยาย ภาวะเช่นนี้ต้องแช่น้ำเย็นปริมาณมากจึงจะบรรเทา
แต่ตอนนี้ที่บ้านมีฐานะไม่อำนวย จึงทำได้เพียงอาบน้ำในอ่าง
นางพูดพลางเดินออกไปด้านนอก ถึงหน้าประตู จู่ ๆ ก็หันมามองเขาอีกครั้ง “อะแฮ่ม อย่างนั้นนะ ท่านอย่าเอาร่างกายตนเองมาประชดเพราะความเกลียดชังข้าเป็นเด็ดขาด ข้าได้ยินว่าหากไม่อาจระงับความร้อนในครานี้ลงได้ อาจกลายเป็นเงาในจิตใจไปชั่วชีวิต หากไม่ได้จริง ๆ ท่านก็จัดการตนเอง——”
เจียงชิงเยว่พูดพลาง ค่อย ๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นแสดงท่าทางให้เขาเห็น
ในห้องพลันตกอยู่ในความเงียบสงัดดุจความตาย
ชั่วอึดใจต่อมา ก็ได้ยินชายผู้นั้นตะคอกด้วยโทสะว่า “ออกไป!”
เจียงชิงเยว่ก็รู้ว่าข้อเสนอของตนสำหรับคนโบราณนั้น ยากจะยอมรับได้อยู่บ้าง ไหนเลยที่นางจะช่วยได้ก็ทำหมดแล้ว จึงปิดประตูเดินออกมา
ยามนี้ย่างเข้าต้นฤดูร้อน นอกเรือนแสงจันทร์สุกใสดุจสายน้ำ สายลมเย็นพัดโชย
เสียงกบร้องและจักจั่นเซ็งแซ่ดังไม่หยุดหย่อน
เจียงชิงเยว่สูดอากาศสดชื่นลึก ๆ นั่งลงบนแผ่นหินหน้าประตูอย่างเงียบเชียบ คอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวในเรือน
จนได้ยินเสียงน้ำดังซู่ซ่าอยู่ข้างใน จึงถอนหายใจยาวโล่งอก
ในที่สุดก็มีเวลาคิดเรื่องของตนเองเสียที
ฝั่งยมโลกนั้น นางถูกผู้อื่นหลอกเล่นงานอย่างชัดเจน ทว่าจนปัญญา หากต้องการร้องทุกข์ก็ต้องไปตายอีกครั้งหนึ่ง เสี่ยงภัยร้ายแรงนัก
ตอนนี้ขอเพียงเงื่อนไขสองข้อแรกไม่มีปัญหา ก็สวรรค์เมตตาแล้ว
คิดถึงตรงนี้ เจียงชิงเยว่หลับตาลงโดยพลัน ในใจรำพึงคำว่า ‘เข้าไป’
ชั่วอึดใจต่อมา คนก็กลับมาอยู่ในบ้านสมัยใหม่ของตนแล้ว
โชคดีที่บ้านยังอยู่ สิ่งของในห้องเหมือนจะไม่ขาดหายเช่นกัน
สิ่งของที่นางเคยสั่งซื้อจากยมโลกดูท่าจะมาถึงหมดแล้ว ตอนนี้กองสุมอยู่ตามมุมต่าง ๆ ในเรือน ห้องโถงถึงขนาดไม่มีที่วางเท้าแล้ว
เห็นเงื่อนไขสองข้อแรกเป็นจริงดังกล่าว เจียงชิงเยว่ก็วางใจลงได้ ดุจก้อนหินจากคอหอยตกลงสู่ท้อง
เพียงมีสิ่งของเหล่านี้ ต่อให้ทะลุมิติไปยุคอดอยากนางก็ไม่หวั่น
เจียงชิงเยว่ผู้หิวโซ คลานผ่านกองพัสดุไปถึงห้องครัวอย่างทุลักทุเล หยิบเค้กจากตู้เย็นกัดไม่กี่คำใหญ่ ๆ กินไปพลางเดินเข้าห้องอาบน้ำ
ถึงหน้ากระจก เจียงชิงเยว่เหลือบมองเข้าไปโดยสัญชาตญาณ เพียงแวบเดียวก็เกือบพานางไปสู่ยมโลกอีกครั้ง แม้แต่เค้กในมือก็หล่นด้วยความตกใจ