ในห้องมีแสงสลัว
แต่เซิ่งเซี่ยยังมองเห็นแนวกรามของเขาได้อย่างชัดเจน
คมชัดเป็นสัน ดูเคร่งขรึม ทั้งยังแฝงความดุดันหยาบกระด้างอยู่หลายส่วน
ฟู่ชางเย่รู้ตัวว่าเธอกำลังมอง จึงเกร็งกล้ามเนื้อทั่วร่างขึ้นมาทันที ใบหน้าเย็นชาที่เดิมก็ดูดุดันอยู่แล้วพลันยิ่งดูน่าเกรงขาม
เซิ่งเซี่ยรู้เนื้อเรื่องในนิยายดี ทั้งยังรู้ว่าช่วงสิบปีอันมืดมนที่สุดที่กำลังจะมาถึงนั้นเป็นอย่างไร
เพราะรู้ดี เธอจึงหวาดกลัว
มีพระเอกที่มีรัศมีตัวเอกคอยอยู่ข้าง ๆ เธอถึงจะใช้ชีวิตอย่างสบายใจและปลูกต้นไม้ได้อย่างเต็มที่
เมื่อเลือกแล้ว เธอก็ไม่ใช่คนเรื่องมาก
เซิ่งเซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า “ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม?”
ฟู่ชางเย่ตอบว่า “ถามมา”
เซิ่งเซี่ยยิ้มจนดวงตาโค้ง ก่อนสบตาเขาตรง ๆ “คุณจะซื่อสัตย์ต่อชีวิตแต่งงานของเราไปตลอดชีวิตไหม?”
เธอรู้ว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนดีที่ทางการรับรองเสียด้วย
แต่ก็ยังอยากฟังว่าเขาจะตอบอย่างไร
ฟู่ชางเย่ชะงักไปเล็กน้อย คล้ายไม่คิดว่าเธอจะถามคำถามโง่ ๆ แบบนี้
ถ้าไม่ซื่อสัตย์กับภรรยา แล้วเขาจะซื่อสัตย์กับใคร?
เขาไม่ใช่ไอ้สารเลวที่แอบมีชู้เสียหน่อย!
แต่ในเมื่อเธอถาม เขาก็ไม่คิดจะปัด ๆ ไป จึงถามกลับว่า
“เซิ่งเซี่ย คุณรักชาติไหม?”
นี่มันคำถามอะไรกัน?
คนที่เติบโตใต้ธงแดงจะไม่รักชาติได้ยังไง?
เธอไม่เพียงรักชาติ แต่ยังเกลียดญี่ปุ่นด้วย!
เซิ่งเซี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “แน่นอน ฉันรักมาตุภูมิไปตลอดชีวิต”
ฟู่ชางเย่กล่าวว่า “ผมก็รักมาตุภูมิ ตราบใดที่คุณไม่ทรยศชาติ ผมก็จะไม่มีวันทรยศคุณ ผมจะซื่อสัตย์ต่อมาตุภูมิและคุณไปตลอดชีวิต”
ในดวงตาลุ่มลึกของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง
หัวใจของเซิ่งเซี่ยพลันเต้นเร็วขึ้นครึ่งจังหวะ
เธอเบือนสายตาอย่างทำตัวไม่ถูก ตั้งใจจะลุกไปสูดอากาศตรงหน้าต่าง แต่กลับสะดุดขาที่ยาวเกินไปของเขาเข้าโดยไม่ตั้งใจ
