ฟู่ชางเย่เห็นสีหน้าของเธอชัดเจน คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
ไม่ชอบมาพากล
ถ้าไม่เคยเจอเซิ่งเซี่ยมาก่อน เขาคงคิดว่าเธอถูกเปลี่ยนตัวไปแล้ว
เธอฉลาดใช้ได้ แถมยังรู้จักระแวดระวัง
แต่เธอเชื่อฟังเกินไป ท่าทางหยิ่งผยองเหมือนเมื่อก่อนหายไปหมด
บางครั้งแววตาที่มองมาก็ยังใสซื่อจนดูไร้เดียงสา
ฟู่ชางเย่เอ่ยเสียงขรึมเย็นชา แฝงแววอันตราย “พูดมา เธอคิดจะทำอะไร?”
เซิ่งเซี่ยอึ้งไปเล็กน้อย
ทำยังไงดีนะ?
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง กัดฟันเดินไปข้างตัวเขา แล้วยื่นมือทั้งสองข้างไปจับมือเขาเบา ๆ “ฟู่ชาง...”
จู่ ๆ ผิวเนื้อนุ่มนิ่มก็สัมผัสลงบนมือ
เย็นมาก
แต่ก็ร้อนมาก
แถมยังคันยุบยิบ
ฟู่ชางเย่ตกใจ รีบถอยหลังไปหลายก้าวอย่างว่องไว
ภาพตรงหน้าเซิ่งเซี่ยพร่าไปวูบหนึ่ง มือจึงคว้าได้เพียงอากาศ
เธอเงยหน้ามอง เห็นเขายืนพิงมุมกำแพง จ้องเธออย่างระแวดระวัง
เซิ่งเซี่ยงงอยู่ครู่หนึ่ง “คุณหนีทำไม?”
ฟู่ชางเย่เงียบไป
เขามองเธอด้วยแววตาประหลาด ใจหนึ่งก็สงสัยว่าเธอเจอเรื่องกระทบกระเทือนอะไรมา จนสติไม่ปกติหรือเปล่า
หลังจากเงียบไปสองวินาที เขาก็ถามขึ้นมาทันที
“มาจับฉันทำไม?”
เซิ่งเซี่ยโต้กลับไปตามสัญชาตญาณ “คุณเป็นสามีฉัน ฉันจับไม่ได้หรือไง?”
ฟู่ชางเย่สงสัยอย่างยิ่งว่าเธอกำลังประชดเขา
เขานับเป็นสามีแบบไหนกัน?
ตั้งแต่แรกเธอก็ดูถูกเขา บอกว่าเขาไม่มีความรู้ เป็นแค่คนทำงานใช้แรง แถมยังเกลียดกล้ามเนื้อของเขาอีก
ตอนนี้ยังมาทำท่าทางแปลก ๆ แบบนี้ ฟู่ชางเย่จึงคิดว่าเธอกำลังล้อเลียนรูปร่างของเขา
เหมือนตอนที่เธอด่าเขาในจดหมาย ว่าคอยประจบประแจงนักศึกษามหาวิทยาลัยนั่น
พอนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็เริ่มโมโห แค่นเสียงเย็นชาออกมา
“ประสาท”
เซิ่งเซี่ยตาแดงก่ำ ตัดสินใจชิงลงมือก่อน ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน
