“เซี่ยเซี่ย ออกมาข้างนอกหน่อย”
เสียงนอกหน้าต่างอ่อนโยนราวสายน้ำ
เซิ่งเซี่ยหันไปมองอย่างสงสัย
ชายคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาวสีดำยืนอยู่ตรงนั้น
หน้าตาก็พอใช้ได้ แต่แววตาชวนคลื่นไส้เกินไป
ภายนอกดูเหมือนรักใคร่ลึกซึ้ง ทว่าข้างในกลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และแผนการ
นี่มันไอ้ขยะนักศึกษามหาวิทยาลัยสารเลวนั่นไม่ใช่หรือไง?
เซิ่งเซี่ยเดินไปที่หน้าต่าง ยื่นมือออกไปแล้วพูดเสียงเย็นว่า
“หลี่หย่งเทา คืนเงินมา!”
หลี่หย่งเทาชะงัก “เงิ... เงินอะไร?”
“ทำเป็นจำไม่ได้เหรอ? ตอนเรียนมหาวิทยาลัย นายเอาเงินจากฉันไป 300 หยวน บอกว่าจะเอาไปจ่ายค่าเล่าเรียน หลังจากนั้นก็มาเรียกเงินค่าครองชีพจากฉันทุกเดือน รวมแล้ว 600 หยวน ไหนจะค่าเสียหายทางจิตใจ คิดแบบลดให้แล้วก็ 800 หยวน รีบคืนมา!”
เซิ่งเซี่ยไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับเขา ตอนนี้ต้องไล่เขาไปให้พ้นก่อน แล้วค่อยทำความเข้าใจนิ้วทองคำของตัวเองให้กระจ่าง
หลี่หย่งเทาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ก่อนหน้านี้พอเธอเห็นเขา ก็จะเข้ามาเกาะติดราวกับกาวตราช้าง
แต่เขาปกป้องตัวเองไว้ดีมาก
ไม่เคยปล่อยให้ยัยโง่นี่แตะต้องแม้แต่ปลายนิ้ว!
ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น?
เรื่องไหนถูกเปิดโปงกัน?
หลี่หย่งเทารู้จักเซิ่งเซี่ยดี และยังอ่านใจคนเก่งด้วย
พอเห็นใบหน้าเย็นชาของเธอ เขาก็คิดว่าเธอคงรู้เรื่องที่เขาคบกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเองแล้ว!
หลี่หย่งเทาแค่นหัวเราะในใจ
เซิ่งเซี่ยรักเขาขนาดนั้น พอรู้เรื่องนี้ก็มีแต่จะกลัว แล้วเอาใจเขาหนักกว่าเดิม
ถ้าไม่มีเขา เธอคงอยู่ไม่ได้
หลี่หย่งเทาพูดอย่างจริงจังว่า “เซี่ยเซี่ย ถึงฉันจะคบกับลูกพี่ลูกน้องของเธอแล้ว แต่คนที่ฉันรักที่สุดก็ยังเป็นเธอ...”
เซิ่งเซี่ยแทบคลื่นไส้จนทนไม่ไหว
เธอพุ่งเข้าไปตบหน้าเขาอย่างแรง
“ไอ้ผู้ชายสารเลว! ถ้าไม่คืนเงิน ฉันจะเอาจดหมายคุกคามที่นายเขียนส่งมาให้ฉันตลอดหลายปีไปให้มหาวิทยาลัย แล้วแจ้งว่านายทำลายการสมรสของทหาร!”
หลี่หย่งเทาหรี่ตา “ขู่ฉันเหรอ?”
เซิ่งเซี่ยเยาะเย้ย “แล้วจะทำไม? เงิน 800 หยวนแลกกับอนาคตของนาย ก็ไม่ขาดทุนหรอกมั้ง?”
“เธอ...”
“คืนเงินมา!”
เซิ่งเซี่ยไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
จากนั้นเธอก็เห็นอีกฝ่ายก้มลงหยิบธนบัตรกับตั๋วแลกของจากในถุงเท้า เขาแยกเงินออกมาแล้วพูดว่า
“นี่คือเงินเก็บทั้งหมดของฉัน”
เซิ่งเซี่ยคว้ามา แถมยังฉวยตั๋วแลกของมาด้วย
พอนับดูแล้วกลับมีมากกว่า 500 หยวนเสียอีก!
“เก็บเงินได้ไม่น้อยเลยนะ?”
เมื่อเห็นเงินในมือเธอ หลี่หย่งเทาก็รักษาความสงบนิ่งที่แสร้งทำไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เขากดเสียงต่ำถามว่า
“ฉันให้เงินเธอแล้ว เรื่องของฉัน...”
เซิ่งเซี่ยโบกมือไล่เขาราวกับไล่แมลงวัน “วางใจได้ ตั้งแต่นี้ไปเราขาดกัน อย่าคิดว่าฉันไม่รู้เรื่องที่นายทำ อย่ามาก่อเรื่องกับฉัน รีบไสหัวไป!”
แววตาของหลี่หย่งเทาฉายแววมืดมนวูบหนึ่ง
นี่คิดจะเล่นไม้แข็งเพื่ออ่อนงั้นเหรอ?
ชิ ไม่ดูตัวเองเลยว่ามีคุณสมบัติพอหรือเปล่า
เขาเงยหน้าขึ้น แสร้งทำเป็นรักใคร่ลึกซึ้ง “เซี่ยเซี่ย ต่อไปเรายังจะได้เจอกันอีกไหม?”
เซิ่งเซี่ยยิ้มจนหางตาโค้งขึ้นเล็กน้อย
ท่ามกลางสายตาคาดหวังของอีกฝ่าย เธอก็ปิดหน้าต่างดังปัง แล้วลงกลอนแน่นหนา
“ไสหัวไป!”
หลี่หย่งเทาไม่ทันตั้งตัว จมูกก็ถูกหน้าต่างกระแทกเข้าอย่างจัง
เขากำลังจะพูดต่อ แต่กลับสัมผัสได้ถึงเลือดกำเดาที่ติดมือ
ในที่สุดสีหน้าเขาก็มืดครึ้มลงอย่างสิ้นเชิง เขาถลึงตามองเซิ่งเซี่ย ก่อนหมุนตัวเดินจากไปอย่างฉับไว
เซิ่งเซี่ย คราวนี้ถ้าเธอไม่คุกเข่าขอโทษแล้วเอาเงินมาให้ฉันอีก 1,000 หยวน ฉันไม่ยกโทษให้แน่!
เซิ่งเซี่ยมองแผ่นหลังของผู้ชายสารเลวที่เดินจากไปแล้วหัวเราะเย็นชา
“ถึงจะคืนเงินแล้วฉันก็จะแจ้งมหาวิทยาลัยอยู่ดี ไอ้สารเลว! รอถูกไล่ออกได้เลย!”
เธอดึงม่านปิดฉับ
จากนั้นหันกลับไปมองหีบไม้การบูรสองใบ
เธอยกมือขึ้นแกะสะเก็ดแผลบนหัว
“ซี๊ด...”
ความเจ็บแล่นวาบจนเธอสูดปาก เลือดสดซึมออกมาทันที
เซิ่งเซี่ยเอียงศีรษะ เอาบาดแผลแนบกับหีบใบหนึ่ง
ทำให้หีบทั้งสองใบเปื้อนเลือด
วินาทีถัดมา ฉากตรงหน้าก็เปลี่ยนไป
แววตาของเซิ่งเซี่ยสว่างวาบ เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ
ไม่ไกลนักมีลำธารเล็ก ๆ คดเคี้ยวอยู่สายหนึ่ง ข้างกันมีบ้านไม้สองชั้นตั้งอยู่
ริมลำธารมีพืชน้ำขึ้นหนาทึบ ส่วนพื้นที่อื่นเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี
มิติกว้างใหญ่จนมองไม่เห็นสุดขอบทุ่งหญ้า
เธอเดินไปสำรวจบ้านไม้หลังเล็ก
ชั้นล่างมีห้องรับแขก ห้องครัว และห้องเก็บของ นอกจากชื่อที่ติดอยู่บนประตูแล้ว ภายในกลับไม่มีอะไรเลย
ชั้นสองก็ว่างเปล่า มีเพียงห้องนอนกับห้องน้ำ
เซิ่งเซี่ยเดินสำรวจทุกห้อง
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็มีแผ่นแสงโปร่งใสปรากฏขึ้นตรงหน้า
ห้องเก็บของ: พื้นที่ไม่จำกัด เวลาไม่เดิน
ห้องครัว: ปรุงอาหารได้ในคลิกเดียว เพียงนำวัตถุดิบกับเครื่องปรุงใส่ไว้ในห้องครัว แล้วใช้ความคิด ก็จะได้อาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว
ห้องรับแขก: เป็นที่เดียวในมิติที่พาคนอื่นเข้ามาได้
ห้องนอน: พักผ่อนในห้องนี้แล้วหลับได้ทันที
ห้องน้ำ: น้ำประปาปรับอุณหภูมิได้ไม่จำกัด
ห้องน้ำถึงกับมีชักโครก เซิ่งเซี่ยแทบจะดีใจจนกระโดดโลดเต้น!
ถ้าถามว่าอะไรในยุคนี้ที่เธอปรับตัวยากที่สุด ส้วมสาธารณะต้องติดอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน!
เธอหันไปที่ทุ่งหญ้า แต่กลับไม่เห็นคำแนะนำใด ๆ ทว่าข้างลำธารกลับมีกรอบข้อความปรากฏขึ้น:
น้ำพุวิญญาณ:
รักษาบาดแผล: เร่งการสมานแผล ห้ามเลือด บรรเทาความเจ็บปวด
เสริมร่างกาย ชำระไขกระดูก: เพิ่มความแข็งแรง ยืดอายุขัย
เพิ่มประโยชน์แก่พืช: ฟื้นคืนชีวิตให้ไม้แห้ง เร่งให้สุก เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพเป็นสองเท่า
ชำระล้าง: ทำให้น้ำสะอาด ปรับปรุงดิน
ไม่นึกเลยว่าลำธารทั้งสายจะเป็นน้ำพุวิญญาณ!
แถมยังมีประสิทธิภาพดีขนาดนี้
นี่มันมิติสารพัดประโยชน์ชัด ๆ
เซิ่งเซี่ยวางแผนว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาลองปลูกอะไรสักอย่างก่อน
บางทีต่อไปเธออาจพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องง้อใคร
ส่วนเรื่องรักษาบาดแผลน่ะ... ตอนนี้ก็ลองได้เลย
เธอใช้มือรองน้ำขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก
น้ำเย็นสดชื่น ไม่มีรสชาติพิเศษอะไร
หลังดื่มเข้าไป ทุกเซลล์ในร่างกายราวกับถูกพลังอ่อนโยนลูบไล้เบา ๆ ก่อนจะคลายตัวออกในชั่วพริบตา
ความสบายและผ่อนคลายแผ่ซ่านจากก้นบึ้งของหัวใจ แล้วไหลไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว ขับไล่ความหงุดหงิดและความเหนื่อยล้าในใจจนหมดสิ้น
สมกับเป็นของที่มาจากมิติจริง ๆ!
จากนั้นเธอก็ลองใช้มิติเก็บของ
สิ่งของในระยะ 10 เมตร ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ก็หยิบเข้าออกได้ด้วยความคิด
ของที่เก็บเข้ามาจะเข้าไปอยู่ในคลังโดยอัตโนมัติ
เมื่อทำความเข้าใจการทำงานของมิติจนหมดแล้ว เธอก็กลับไปที่ห้อง
เธอเก็บหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ สมุดเงินฝากที่มีเงินหนึ่งหมื่นหยวน รวมถึงคูปองธัญพืช 500 ชั่งกับเงินสด 1,000 หยวนเข้าไปในมิติ
เซิ่งเซี่ยกวาดตามองรอบห้อง เห็นข้าวของซอมซ่อแล้วก็หัวเราะเย็นชา
รอจัดการธุระในมือเสร็จเมื่อไร เธอจะหาโอกาสเก็บของพวกนั้นเข้าไปในมิติให้หมด!
อีกด้านหนึ่ง พี่น้องสามคนตระกูลเซิ่งกำลังล้อมหลิ่วเสี่ยวหรูอยู่
สีหน้าของทุกคนขุ่นมัว
หลิ่วเสี่ยวหรูพูดว่า “ใจเย็นไว้”
เซิ่งเจี้ยนหมินพูดเสียงขุ่น “ใจเย็นงั้นเหรอ? กว่าจะถ่วงเวลาให้ยัยเฉิงเป่าจูสารเลวนั่นตายได้ ยังต้องมาโดนยัยเด็กสารเลวตบหน้าอีก!”
เซิ่งหลานมองออกไปข้างนอก แล้วปิดหน้าต่างให้แน่นขึ้นอีกหน่อย
“อารองอยู่บ้าน พวกพี่ก็แสร้งทำเป็นน่าสงสารต่อหน้าเขาสิ เขาจะช่วยพวกพี่เอง”
พูดจบ เธอก็สบตากับแม่ของตัวเอง
แล้วมองพี่ชายทั้งสองอย่างมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน
“ไม่ต้องห่วง พอพรุ่งนี้ย้ายงานเสร็จ ก็ถึงวันตายของเซิ่งเซี่ยแล้ว เธอไม่มีทางได้ไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือแน่”
เซิ่งเจี้ยนเซ่อถามอย่างประหลาดใจ “เธอมีแผนดี ๆ อะไรเหรอ?”
เซิ่งหลานเอนศีรษะพิงไหล่หลิ่วเสี่ยวหรูอย่างสนิทสนม
“ฉันไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นหรอก แม่เป็นคนคิดเอง พวกพี่วางใจเถอะ แม่ลงมือเอง ไม่มีปัญหาแน่”
หลิ่วเสี่ยวหรูยิ้มอย่างสงบนิ่ง “แม่รับรองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเธอต้องยอมทน หลังจากนี้ ทุกอย่างของตระกูลเซิ่งจะเป็นของพวกเรา”
วันรุ่งขึ้น
เซิ่งเซี่ยตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
พอออกจากห้องก็เห็นหลิ่วเสี่ยวหรู เธอยิ้มแล้วพูดว่า
“วันนี้แม่ทำซาลาเปามันฝรั่งของโปรดลูก รีบมาชิมสิ”
เซิ่งเซี่ยหัวเราะหึ “ไม่กินหรอก ฉันกลัวแม่ใส่ยาพิษ”
สีหน้าของหลิ่วเสี่ยวหรูไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย รอยยิ้มยังคงอ่อนโยน น้ำเสียงก็เปี่ยมด้วยความอดทนอันเป็นแบบฉบับของผู้ใหญ่
“แม่จะวางยาลูกได้ยังไง...”
พูดจบ แววตาของเธอก็ไหววูบ ก่อนเอ่ยขึ้นราวกับไม่ตั้งใจว่า
“เซี่ยเซี่ย พ่อไปโรงงานแล้ว ฝากแม่เอาทะเบียนบ้านมาให้ลูกด้วย ถ้าอย่างนั้นก็แวะไปถอนเงินเลยดีไหม?”
ยุคนี้การถอนเงินไม่ต้องใช้รหัส แค่มีทะเบียนบ้านก็พอ
การย้ายงานก็ต้องใช้ทะเบียนบ้านเหมือนกัน
วันนี้ถือทะเบียนบ้านไปด้วยแล้วถอนเงินเลย ย่อมสะดวกกว่า
แต่หลิ่วเสี่ยวหรูเป็นฝ่ายเตือนเธอเป็นพิเศษ เซิ่งเซี่ยจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องกำลังคิดแผนไม่ดีอยู่แน่
เธอดีใจอยู่ในใจ คิดจะใส่ร้ายเธองั้นเหรอ?
ดีเลย เธอจะรับมือไปตามสถานการณ์ แล้วใช้แผนของอีกฝ่ายเล่นงานกลับ ตลบหลังโยนความผิดให้หลิ่วเสี่ยวหรูเสียเลย!
