เซิ่งเซี่ยถือตั๋วรถไฟ เดินหาตู้โดยสารของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน
เตียงนอนแข็งของยุคนี้แทบไม่ต่างจากยุคหลัง ๆ เป็นช่องเล็ก ๆ แยกเป็นสัดส่วน
ในแต่ละช่องมีเตียงสามชั้น ฝั่งละสามเตียง รวมแล้วหกเตียง
เมื่อหาตู้โดยสารของตัวเองเจอ เธอก็วางสัมภาระไว้บนเตียงชั้นบน แล้วปูผ้าปูที่นอนให้เรียบร้อย
เซิ่งเซี่ยเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ก่อนจะปีนขึ้นไป
เธอหลับตาพักผ่อนอยู่กว่าหนึ่งชั่วโมง
ตอนรถไฟจอดเทียบชานชาลา มีแม่สามีกับลูกสะใภ้คู่หนึ่งขึ้นมาพร้อมเด็กชายตัวเล็ก
ทั้งสองพาเด็กมานั่งที่เตียงชั้นล่างฝั่งตรงข้าม
หญิงชราร่างเตี้ย ผอมแห้ง
หล่อนสวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงินกับกางเกงสีเทาที่ซักจนสีซีด ผมสั้นดูมันเยิ้มเล็กน้อย
โหนกแก้มสูง มุมปากตก ผิวค่อนข้างคล้ำ มีร่องระหว่างคิ้วลึกเป็นรูปเส้นตั้งสามเส้น
ที่เซิ่งเซี่ยมองเห็นชัดขนาดนี้ ก็เพราะหญิงชราพอเข้ามาก็เงยหน้ามองมาทางเธอทันที
สายตากวาดตั้งแต่กระเป๋าเดินทางตรงปลายเท้าขึ้นมาจนถึงศีรษะ
สายตาประเมินค่าของหล่อนทำให้เซิ่งเซี่ยอึดอัดใจมาก
เซิ่งเซี่ยเพิ่งหันหลังให้ ก็ได้ยินเสียงเหน็บแนมดังมาจากด้านหลัง
“จุ๊ ๆ สาวจากในเมืองนี่ช่างประณีตเสียจริง เตียงรถไฟก็สะอาดขนาดนี้แล้ว ยังอุตส่าห์ปูผ้าปูที่นอนของตัวเองอีก วางท่าใหญ่โตเสียเหลือเกิน”
จากนั้นก็มีเสียงหญิงสาววัยเยาว์พูดคล้อยตาม
“แม่พูดถูกแล้ว พวกเราคนชนบทคลุกดินคลุกโคลนมา ไม่เคยนอนที่สกปรกแบบไหนบ้างล่ะ? ก็ไม่เห็นใครจะสำอางเหมือนเธอเลย ไม่มีจิตสำนึกเรื่องประหยัดอดออมเอาเสียเลย พวกเราผ่านความลำบากมามากมาย จะมีอะไรที่ทนไม่ได้อีกล่ะ?”
