ถึงเวลาอาหารเย็น
บนโต๊ะมีเพียงผักดอง โจ๊กใส ๆ กับหมั่นโถวข้าวโพด
หมั่นโถวแข็งจนกัดฟันแทบหัก กลืนลงคอก็ยาก ส่วนโจ๊กก็จืดชืดจนแทบไม่มีเนื้อ
ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเมือง พวกเขาก็ไม่เคยต้องลำบากกินของแบบนี้อีกเลย!
ทุกคนต่างมีสีหน้าไม่สู้ดี
แววตาของหลิ่วเสี่ยวหรูไหววูบ เธอเอ่ยว่า “กั๋วต้ง ช่วงสองวันนี้เซี่ยเซี่ยแทบไม่ได้กินอะไรดี ๆ เลย คุณไปเรียกเซี่ยเซี่ยมากินข้าวได้ไหม? ฉันไม่ค่อยกล้า~~”
พูดจบก็ส่งสายตาให้เซิ่งหลาน
เซิ่งหลานเข้าใจทันที แสร้งพูดอย่างน้อยใจว่า “แม่ หนูไปเรียกแล้วนะ แต่เซี่ยเซี่ยกินซาลาเปาไส้เนื้ออยู่ข้างนอก”
เซิ่งเจี้ยนหมินตกใจ “เธอยังมีซาลาเปาไส้เนื้อกินด้วยเหรอ?”
เซิ่งเจี้ยนเซ่อยิ้มพลางพูดว่า “เธอไม่ใช่มีเงินที่ลุงให้หรือไง? คงซื้อให้ลุงด้วยแหละ”
“ผมไปดูในครัวก่อน สงสัยลืมยกมาเสิร์ฟ”
“พวกเรากินของแบบนี้จนชินแล้ว แต่ให้หัวหน้าโรงงานอย่างลุงกินเข้าไปก็ออกจะลำบากเกินไป...”
พูดพลางทำท่าจะลุกขึ้น
แต่เซิ่งกั๋วต้งดึงเขากลับมานั่ง ใบหน้ามืดครึ้ม
“นั่งกินข้าวไป”
ตอนแรกเขาไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่พอได้ยินคำพูดแสดงความห่วงใยจากหลายคน
ด้านหนึ่งก็รู้สึกซาบซึ้ง อีกด้านกลับรู้สึกละอายใจ
ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองทำตัวไม่เข้าท่าเอาเสียเลย!
ไม่แปลกที่เขาจะให้ความสำคัญกับหลานชายหลานสาว
เซิ่งกั๋วต้งพูดอย่างใจเย็นว่า “ไม่ต้องห่วง พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบเรื่องให้กระจ่างแล้ว พวกเราก็จะได้กินของดี ๆ ทุกวัน”
“ว้าว! ลุงใจดีที่สุดเลย!” เซิ่งหลานมองเขาด้วยแววตาชื่นชม
คนอื่น ๆ ก็พากันประจบสอพลอ ชมเขาไม่ซ้ำคำ
เซิ่งกั๋วต้งรู้สึกสบายใจขึ้นมาก สีหน้าอ่อนโยนลง
จังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นกะทันหัน
“เสี่ยวหรู เสี่ยวหรูอยู่บ้านไหม?”
ตะเกียบในมือหลิ่วเสี่ยวหรูชะงัก
