หลังฟู่ชางเย่ออกจากบ้าน เขาก็คิดไม่ตกว่าวันนี้จะตักกับข้าวอะไรให้เธอดี
เมื่อวานเหมือนเธอจะไม่ชอบกับข้าวที่กิน
เนื้อติดมันก็ไม่ชอบ
ทั้งที่เนื้อติดมันมันวาวน่ากิน แต่เธอกลับเลือกกินแต่เนื้อแดงที่ไม่มีมันเลย
ช่างเถอะ ขอแค่เธอยอมกินก็พอ
วันนี้ตักเนื้อแดงให้เยอะหน่อยแล้วกัน
จริงสิ ไข่ไก่ก็ต้องเอามาสักสองสามฟองด้วย
เห็นเขาออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ จางเจวียนที่อยู่บ้านข้าง ๆ ก็ยิ้มทัก “พี่ฟู่ กินข้าวหรือยังคะ รีบไปไหนแต่เช้าเชียว?”
ฟู่ชางเย่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่ฝีเท้าไม่ได้หยุด “พี่สะใภ้จาง ยังไม่ได้กินครับ ผมจะไปโรงอาหารเอาอาหารเช้า”
ได้ยินแบบนั้น จางเจวียนก็แปลกใจอยู่บ้าง
อดหันไปมองแผ่นหลังที่เดินฉับ ๆ ไม่ได้
ก่อนหน้านี้ฟู่ชางเย่เป็นยมทูตมีชีวิตที่ขึ้นชื่อในค่าย ภรรยาไม่ทำอาหารเช้าให้ เขากลับไม่โกรธเลยสักนิดอย่างนั้นเหรอ?
เธอติดตามสามีมาอยู่ที่ค่ายได้ไม่นานนัก
รู้ว่าผู้ชายในค่ายล้วนเป็นพวกบึกบึน งานหนัก ภารกิจและการฝึกก็เยอะ แทบไม่มีเวลาเอาใจใส่ครอบครัว
อย่างสามีของเธอก็นับว่าดีแล้ว
กลับบ้านมาก็ช่วยทำงานบ้าน ตักน้ำใช้ในบ้านแทบไม่ต้องให้เธอเป็นห่วง
แต่ตอนคลอดลูก เธอก็ต้องอยู่คนเดียว แม้แต่ช่วงอยู่ไฟก็ต้องดูแลตัวเอง
แต่จะทำอย่างไรได้ สามีอยู่แนวหน้าปกป้องบ้านเมือง เธอเองก็ไม่ควรเป็นตัวถ่วง ต้องจัดการเรื่องในบ้านให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องให้เขาห่วงหน้าพะวงหลัง
แต่เธอไม่คิดเลยว่าคนที่ดูเย็นชาอย่างฟู่ชางเย่จะเอาใจใส่ภรรยาขนาดนี้
นี่เขาหอบข้าวกับกับข้าวกลับมาให้หลายวันติดแล้วไม่ใช่หรือ?
ฟู่ชางเย่ไม่รู้เลยว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้พี่สะใภ้บ้านข้าง ๆ คิดไปไกลขนาดนี้