ด้านในกระเป๋าบุด้วยผ้าแคชเมียร์เนื้อนุ่ม ช่วยกันลมหนาวจากภายนอก ฝ่ามือของซีหลี่เย่แห้งและอบอุ่น ถึงขั้นร้อนผ่าว ความอบอุ่นถ่ายทอดมาไม่ขาดสาย ช่วยขจัดความชาและแสบปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว
“อีกมือค่อยอุ่นทีหลังก็ได้” เหวินชูได้ยินซีหลี่เย่พูด
เดี๋ยวนะ…
พระเอกนี่เป็นหมาหรือไง ทำไมถึงเชื่อฟังฉันขนาดนี้
จับมือผู้หญิงง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ พระเอก แล้วศีลธรรมของลูกผู้ชายล่ะ
เหวินชูเดินตามซีหลี่เย่มาถึงโรงอาหารอย่างมึนงง เพราะเป็นเช้าวันเสาร์อาทิตย์ ในโรงอาหารจึงแทบไม่มีคน ถึงอย่างนั้นเหวินชูก็ยังเลือกนั่งตรงมุมที่ลับตาคนที่สุด
ช่วยไม่ได้ มุมอับนี่มันสวรรค์ของคนกลัวการเข้าสังคมชัด ๆ
ซีหลี่เย่ถามว่าเหวินชูชอบกินอะไร แล้วก็ไปตักอาหาร
เหวินชูนั่งลง มองมือข้างที่เขาเพิ่งกุมไว้ ปลายนิ้วยังคล้ายมีไออุ่นจากปลายนิ้วของอีกคนหลงเหลืออยู่
เธอมองแผ่นหลังตั้งตรงของซีหลี่เย่ที่กำลังเลือกอาหารหน้าเคาน์เตอร์อย่างไม่รีบร้อน แล้วทบทวนพฤติกรรมของตัวเองเมื่อครู่เงียบ ๆ
หรือว่าเรายังใกล้ชิดกันไม่พอ
เมื่อกี้เขาปัดลูกไม้ของเธอทิ้งได้ง่ายดายขนาดนั้น แถมยังตามใจเธอเสียด้วย แสดงว่าเธอยังไม่แตะเส้นความอดทนของผู้ชาย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป จะทำให้เขารำคาญแล้วเลิกกันได้ยังไง
ไม่ได้การ ต้องฮึดสู้ขึ้นมาหน่อย!
ขณะที่เธอกำลังตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ซีหลี่เย่ก็ถือถาดอาหารสองถาดกลับมา
เขาวางถาดหนึ่งลงตรงหน้าเธอ เป็นโจ๊กทะเลร้อน ๆ กับผักจานเล็ก ๆ รสอ่อนอีกสองสามอย่าง และนมร้อนหนึ่งแก้วที่มีไอขาวลอยกรุ่น
“ขอบคุณค่ะ” เหวินชูเอ่ยขอบคุณเสียงเบา ตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าให้เย็นแล้วค่อย ๆ ป้อนเข้าปาก โจ๊กเคี่ยวจนนุ่มละมุน หอมอร่อย และอุณหภูมิกำลังดี รสชาติอร่อยจริง ๆ อาหารอุ่น ๆ ช่วยขจัดความหนาวและความประหม่าในร่างกายได้เล็กน้อย
พอเหวินชูกินเจอเห็ดหอมซอยในโจ๊กทะเล ดวงตาก็พลันเป็นประกาย นึกแผนการขึ้นมาได้ทันที
“ในโจ๊กทะเลมีเห็ดหอมด้วยค่ะ” เหวินชูเงยหน้ามองซีหลี่เย่
ซีหลี่เย่มีสีหน้าฉงน
เหวินชูตัดพ้อ “ฉันไม่ชอบกินเห็ดหอมนี่คะ!”
ซีหลี่เย่ตอบอย่างจนใจ “แต่เมื่อกี้ฉันถามว่าโจ๊กทะเลได้ไหม เธอก็บอกว่าไม่มีปัญหา”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าในโจ๊กจะใส่เห็ดหอมด้วย” เหวินชูแสร้งทำท่าน้อยใจ
หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกัน ซีหลี่เย่ก็รู้สึกว่าแฟนสาวที่เขาคบมาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้นี้ช่างเอาแต่ใจเหลือเกิน แถมยิ่งถามมากก็ยิ่งโมโหง่าย
ต้องคอยเอาใจ
เพื่อให้ชีวิตคู่ในวันข้างหน้าเป็นไปอย่างราบรื่น เขาคิดว่าคงตามใจนิสัยขี้โมโหของเธอไม่ได้ ควรอธิบายเหตุผลให้เธอฟังดี ๆ
“เหวินชู ตอนฉันถามเมื่อกี้ เธอบอกว่าไม่มีปัญหา ตอนนี้มีเห็ดหอมที่เธอไม่ชอบกินอยู่ด้วย นั่นไม่ใช่ความผิดของฉันนะ” ซีหลี่เย่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
พระเอกโกรธแล้วเหรอ
เหวินชูตื่นเต้นอยู่ในใจ แต่สีหน้ายังคงดูน่าสงสาร ก้มตาลงต่ำเหมือนลูกแมวที่หูลู่
“แต่…ฉันไม่ชอบกินจริง ๆ นี่คะ” น้ำเสียงของเธออ่อนหวานจนฟังดูดัดจริต แม้แต่เหวินชูเองยังรู้สึกขนลุก
ดัดจริตเกินไปแล้ว! เหวินชูชื่นชมฝีมือการแสดงของตัวเองในใจอย่างบ้าคลั่ง แบบนี้ใครจะทนไหว
พอเห็นท่าทางน่าสงสารกับน้ำเสียงอ่อนลงของเหวินชู ความโกรธของซีหลี่เย่ก็พลันดับวูบ
“ครั้งสุดท้ายนะ”
ซีหลี่เย่ยื่นมือมา ยกชามของเธอไป
จากนั้นต่อหน้าต่อตาเหวินชูที่กำลังอ้าปากค้าง เขาหยิบช้อนสะอาดขึ้นมาคันหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ตักเห็ดหอมซอยออกจากโจ๊กของเธออย่างละเอียด ทีละเส้น ทีละเส้น
เหวินชูมองโจ๊กทะเลชามนั้นที่ถูก “ชำระล้าง” จนหมดจด แล้วก็นิ่งอึ้งไปเลย
ไม่ใช่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น
หรือผู้ชายทุกคนจะชอบน้ำเสียงดัดจริตแบบนี้กัน
น่าขยะแขยงชะมัด!
เธออ้าปาก แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
ซีหลี่เย่เงยหน้าขึ้น เห็นเหวินชูยังตัวแข็งทื่อ มุมคิ้วก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“เป็นอะไรไป” เขาถาม “ยังมีอะไรอีกหรือเปล่า”
“…ไม่มีแล้วค่ะ” เหวินชูตอบเสียงแห้ง ๆ ก่อนก้มหน้าลง ตักโจ๊กที่ไม่มีเห็ดหอมขึ้นมาหนึ่งช้อน
เธอปลอบใจตัวเองเงียบ ๆ
ไม่เป็นไร ๆ เพิ่งคบกันได้ไม่กี่วันเอง นางเอกจะปรากฏตัวหลังจากนี้ตั้งครึ่งปี เธอยังมีเวลาอีกตั้งครึ่งปีที่จะเลิกกับพระเอก
หลังปลอบใจตัวเองเสร็จ ทั้งสองก็กินอาหารจนหมด ตามธรรมเนียมการออกเดตแล้ว จะกินข้าวอย่างเดียวแล้วแยกย้ายกันเลยก็คงไม่ได้ แม้เหวินชูจะปรารถนาให้เป็นแบบนั้นมากก็ตาม
อากาศหนาวขนาดนี้ นอนสบาย ๆ อยู่ในหอก็ดีที่สุดแล้วนี่นา
หลังจากคุยกัน เหวินชูก็เลือกกิจกรรมจากตัวเลือกมากมายที่คู่รักนิยมทำเวลาออกเดต และตัดสินใจเลือกงานร้อยเม็ดพลาสติก เหตุผลก็ฟังขึ้นมาก สถานที่มักเงียบสงบและมีบรรยากาศศิลปะ ไม่ต้องคุยกันเยอะจนกลัวบทสนทนาสะดุด แถมยังมีกิจกรรมให้ทำ จะได้ไม่อึดอัด
ที่สำคัญ ตอนนี้คนน่าจะยังไม่เยอะ เหมาะกับการเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเหวินชูผู้กลัวการเข้าสังคมสุด ๆ
อีกอย่าง…ก่อนทะลุมิติมา เธอเห็นกิจกรรมนี้ผ่านตาบนอินเทอร์เน็ตแล้วก็อยากลองไปดูมาตลอด แต่ไม่กล้าออกจากบ้านเลยไม่เคยได้ไป คราวนี้มีโอกาสพอดี ได้ลองเล่นดูสักครั้ง
เหวินชูคิดว่าซีหลี่เย่คงไม่สนใจกิจกรรมแบบนี้ แต่เขากลับตอบตกลงง่ายกว่าที่คิด
แปลกจัง ในต้นฉบับพระเอกไม่ใช่คนคลั่งรักมืดมนหรอกเหรอ ทำไมช่วงแรก ๆ ดูมีมารยาทดีจัง
--
ร้านงานฝีมือซ่อนตัวอยู่บนชั้นสองของอาคารสร้างสรรค์ ตกแต่งอบอุ่นและมีเอกลักษณ์ กลิ่นกาแฟจาง ๆ ผสมกับกลิ่นไม้ลอยอยู่ในอากาศ เช้าวันทำงานมีลูกค้าไม่มาก มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งคุยหัวเราะกันเสียงเบาอยู่ตรงมุมร้าน และหญิงสาวอีกคนที่กำลังทำงานสักหลาดขนแกะอยู่ตามลำพัง
เหวินชูแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก บรรยากาศผ่าน คนไม่เยอะ สมบูรณ์แบบ
เธอค่อนข้างกลัวการพูดคุย จึงไม่ได้ให้พนักงานสาวหน้าเคาน์เตอร์แนะนำ แต่เลือกแพ็กเกจเอง หยิบแผ่นฐานสำหรับวางเม็ดพลาสติกมาสองแผ่น พร้อมกล่องเม็ดพลาสติกแยกสีอีกหลายกล่อง เธอเลือกภาพลูกแมวน้อยเอียงคอสุดน่ารักให้ตัวเอง แล้วส่งภาพจิ้งจอกตัวเล็กสีแดงสดที่กำลังทำท่าน่าเอ็นดูพร้อมกล่องเม็ดสีที่ต้องใช้ให้ซีหลี่เย่
“คุณ…ลองทำอันนี้ดูไหมคะ” เธอพยายามทำให้น้ำเสียงฟังดูใส่ใจและเป็นธรรมชาติ
ซีหลี่เย่รับภาพไป กวาดตามองตัวอย่างสีบนกระดาษแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร แล้วถือของเดินตามเธอไปนั่งที่โต๊ะยาวริมหน้าต่างซึ่งสว่างไสว
ช่วงแรกสงบอย่างน่าประหลาด เรียกได้ว่ากลมกลืนกันดีด้วยซ้ำ
เหวินชูเริ่มลงมือทันที ใช้แหนบอันเล็กคีบเม็ดพลาสติกอย่างระมัดระวัง แล้ววางเรียงตามแบบทีละเม็ด พอทำไปสักพัก เธอก็เริ่มสนุก เสียงรอบตัวค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงเม็ดพลาสติกกระทบแผ่นฐานเบา ๆ
เมื่อเห็นลวดลายตรงหน้าค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง มุมปากของเธอก็ยกขึ้นช้า ๆ นี่เป็นประสบการณ์ที่เหวินชูซึ่งเอาแต่เก็บตัวอยู่บ้านก่อนทะลุมิติไม่เคยได้ลอง เธอจึงทะนุถนอมโอกาสนี้เป็นพิเศษ
ส่วนซีหลี่เย่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ค่อย ๆ ต่อจิ้งจอกสีแดงตรงหน้าไปด้วย สายตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่เหวินชู
แววตาของเขากวาดผ่านขนตาที่ทิ้งเงาเล็ก ๆ ลงบนเปลือกตาเมื่อเธอก้มหน้า รวมถึงแก้มที่พองขึ้นเล็กน้อยเพราะกำลังตั้งอกตั้งใจจนมีสีชมพูสุขภาพดีแต้มอยู่จาง ๆ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแฟนสาวที่เขาบังเอิญได้คบคนนี้สวยมาก
และความสวยแบบนี้ก็ช่างตรงกับความชอบลับ ๆ บางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกในใจเขาเสียจนตัวเขาเองก็อาจยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
