“อืม? พิพากษาหรือ?”
เย่หานมองกลุ่มองครักษ์ตระกูลเย่ที่ล้อมเข้ามาอย่างเย็นชา
“เย่หาน ได้ยินว่าขอบเขตพลังของเจ้าถูกทำลายไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีวันนี้” เย่หมิงเอ่ยเยาะเย้ย มองสำรวจเย่หานด้วยความลำพอง
ชั่วพริบตา องครักษ์หลายนายเข้าควบคุมแขนซ้ายขวาของเย่หาน แล้วนำตัวออกไปนอกเรือนตามสัญญาณของเย่หมิง
“พวกเจ้าจะพาข้าไปที่ใด” เย่หานสีหน้าสงบนิ่ง
“เย่หาน บรรดาผู้ใหญ่ในเมืองเหยียนมาถึงแล้ว รวมถึงผู้คนจากสำนักเหยียนหยางด้วย วันนี้เป็นวันที่บุตรีสวรรค์แห่งตระกูลเย่ปรากฏตัว ทั้งเมืองเป็นสักขีพยาน ถึงคราลงโรงของเจ้าลูกอีแพศยาที่แอบอ้างเป็นซื่อจื่อแล้ว”
เย่หมิงมีสีหน้ายิ้มเหี้ยม “เจ้าบ้านประกาศตัดสินลดขั้นเจ้าจากตำแหน่งซื่อจื่อ หลังจากนั้นก็อยู่ข้างกายข้าเป็นหมาตัวหนึ่ง”
“จริงสิ อาจารย์ง่อยของเจ้าก็จะมา ศิษย์อาจารย์เป็นพวกขยะทั้งคู่ เข้ากันพอดี พูดถึงอาจารย์ของเจ้า แม้จะเป็นง่อย แต่ต้องบอกว่ารูปร่างหน้าตายั่วยวนน่าหลงใหลจริงๆ ในเมืองเหยียนไม่มีใครเทียบ หากมีโอกาสได้นางมาอยู่ใต้ร่าง คิดถึงภาพที่อีกฝ่ายออดอ้อนคล้อยตาม...” เย่หมิงมีสีหน้าละโมบ
“รนหาที่ตาย!”
เย่หานหยุดฝีเท้าฉับพลัน ระเบิดพลังออกจากร่างรอบทิศ วรยุทธ์ดุดันพลุ่งพล่าน กลุ่มองครักษ์ถูกซัดกระเด็นล้มระเนระนาด
“เจ้า... เจ้าทำอะไร”
เย่หมิงสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด หมัดน่าสะพรึงปรากฏเต็มตา
ตูม...!
พลังหมัดระเบิดออก!
เกิดเสียงแตกดังแกร๊ก ร่างของเย่หมิงกระเด็นไปไกลห้าเมตร กระดูกหน้าอกแตกร้าว ร่างกายกระตุกครวญคราง ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
เย่หมิงเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวมปราณขั้นห้า ด้วยอายุทำให้เข้าไม่ถึงสำนักเหยียนหยาง รับหมัดนี้เข้าไปต่อให้รักษาหาย ภายหน้าก็ต้องไร้ค่า
“ดูถูกอาจารย์ข้า หาที่ตาย?”
เย่หานกวาดตามองร่างไร้วิญญาณนั้นแวบหนึ่ง หันไปถามองครักษ์ตระกูลเย่หลายคน “พวกเขาอยู่รวมกันที่ใด”
“ลาน... ลานกว้าง ลานกว้างของตระกูล!” คนกลุ่มนั้นพูดตะกุกตะกัก เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ไม่สนใจองครักษ์กระจอกเหล่านี้ เย่หานมุ่งตรงไปยังลานกว้างของตระกูลเย่ทันที อาณาเขตเย็นเยียบแผ่ซ่าน
จากกันวันเดียวราวกับผ่านไปสามปี เขามิใช่เย่หานคนเมื่อวาน
ที่ว่าใต้อาณัติอย่ารีบล้างแค้น ล้วนเป็นเรื่องน่าขัน เย่จื่อเซวียน ถึงวันตายแล้ว
เดิมคิดว่ากลับไปสำนักแล้วค่อยวางแผนจัดการเรื่องตระกูลเย่ แต่ดูท่าแล้ว บางอย่างเกินจะรอไหว
ได้ยินว่าในเมืองมีบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนั้นมาถึง อาจารย์ก็จะปรากฏตัวเช่นกัน เย่หานไร้ข้อกังวล ไม่อาจอดกลั้นต่อไป
ลานกว้างตระกูลเย่
ผู้คนจำนวนมากนั่งประจำที่แล้ว ชนเผ่าตระกูลเย่และองครักษ์ล้วนมีแววตาตื่นเต้น เปี่ยมความคาดหวังปรากฏตัวอยู่รอบลานกว้าง
เย่หยางฝู่ เจ้าบ้านตระกูลเย่เป็นประธาน ยืนอยู่เคียงข้างเย่จื่อเซวียน ข้างกายเย่จื่อเซวียนมีชายรูปร่างสูงโปร่งนัยน์ตาคมคิ้วดั่งดาบ สวมอาภรณ์ขาว อายุราวยี่สิบปีร่วมเดินทางด้วย
ชายผู้นี้มีท่วงท่าไม่ธรรมดา ไม่ทราบสถานะแน่ชัด ที่ผ่านมาไม่เคยพบเห็น
นอกนั้นก็มีพ่อบ้านใหญ่ของจวนเจ้าเมืองหลี่เสวียน เจ้าบ้านตระกูลจ้าว ตระกูลหวัง ตระกูลจูในเมืองเหยียน และอาจารย์หลายท่านจากสำนักเหยียนหยาง เป็นต้น
กล่าวได้ว่าบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองเหยียนเกือบทั้งหมดมาพร้อมหน้ากัน
“แม้แต่คนจวนเจ้าเมืองก็มา? มาได้เหมาะ...”
เย่หานยิ้มเย็นในใจ กวาดสายตามองสองพ่อลูกเย่จื่อเซวียนแวบหนึ่ง แล้วมุ่งตรงไปยังมุมหนึ่งของฝูงชน
เห็นเย่หานเดินมาโดยลำพังด้วยท่าทีสงบ เย่หยางฝู่เจ้าบ้านตระกูลเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เมื่อมองไปยังบุตรสาวข้างกาย สีหน้าก็กลับคืนเป็นปกติอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์!”
เย่หานเดินไปหาใกล้สตรีอายุราวยี่สิบ ใบหน้างดงาม แต่กลับนั่งบนรถเข็นผู้หนึ่ง
“เย่หาน เจ้า... ไม่เป็นอะไร”
เมื่อเห็นอาการของเย่หาน คิ้วที่ขมวดของสตรีคลายออก น้ำเสียงอ่อนโยน
เย่หานยิ้มผ่องใส “ท่านอาจารย์ไม่สะดวกในการเดินทาง ควรพักรักษาตัวที่สำนัก ไฉนจึงได้มาที่ตระกูลเย่”
“พวกนั้นบอกว่า เจ้าประสบอันตรายที่เขตเหมืองหานเยวียน ถูกพลังอสูรเข้าครอบงำ ลมปราณถูกทำลาย กลายเป็นคนไร้ค่า” สตรีเอ่ยเบา “อีกทั้งได้ยินว่าเย่จื่อเซวียนถือกำเนิดร่างรบมังกรสวรรค์ ประกาศให้ทั่วทั้งเมืองรู้ ข้าไม่วางใจ”
มองพ่อลูกเย่จื่อเซวียนที่อยู่ไกลออกไปแวบหนึ่ง เย่หานยิ้มเย็น “ด้วยบุญคุณของสองพ่อลูกตระกูลเย่นั่น ข้าไม่เป็นไร ท่านอาจารย์อย่าได้กังวล”
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน ก็เห็นเย่หยางฝู่เดินมาด้านหน้าสุด กวาดตามองรอบทิศ “วันนี้ ตระกูลเย่ของเราเชิญทุกท่านมา เพื่อประกาศเรื่องสามประการโดยเฉพาะ”
“ประการแรก คาดว่าทุกท่านคงทราบแล้ว นั่นคือบุตรีสวรรค์ตระกูลเย่ของเรา เย่จื่อเซวียน ตื่นรู้ร่างรบมังกรสวรรค์ในชั่วข้ามคืน นี่เป็นความรุ่งเรืองของตระกูลเย่ นับจากนี้จะจัดงานเลี้ยงใหญ่ทั่วเมืองเหยียนสามวัน”
เย่จื่อเซวียนก้าวออกไปหนึ่งก้าว ยกแขนขวายื่นออกมา รัศมีแสงเด่นชัดพลันปรากฏ ห่อหุ้มรอบร่าง
แววตากวาดมองรอบทิศอย่างหยิ่งผยอง เย่อหยิ่งและมั่นใจ
เหลือบมองจากร่างของเย่หานเพียงผ่าน ๆ มีแววดูแคลนเล็กน้อย แล้วจึงพยักหน้าทักทายคนรอบทิศ ทว่าพึ่งกำเนิดร่างรบ ก็มีท่วงท่าของผู้สูงศักดิ์แล้ว
หลังจากวันนี้ ในเมืองเหยียนคงมีเพียงอัจฉริยะเย่จื่อเซวียนทะยานขึ้น ไม่มีใครจดจำได้ว่าตระกูลเย่เคยมีซื่อจื่อลูกอีแพศยาที่ถูกเก็บมาเลี้ยงนานหลายปีอย่างเย่หาน
ผู้ที่นั่งในตำแหน่งสูงบางคนมีสีหน้าขุ่นมัว เจ้าบ้านตระกูลต่าง ๆ ไม่ต้องพูดมาก ภายหน้าคงต้องถูกตระกูลเย่กดทับ ย่อมไม่พอใจ
“ตระกูลเย่จัดงานเลี้ยงใหญ่ทั่วเมืองเหยียนสามวัน? ดูเหมือนจะไม่ได้รายงานต่อจวนเจ้าเมือง มิได้รับอนุญาตจากเจ้าเมือง ตามกฎเมืองเหยียน...” พ่อบ้านใหญ่ของจวนเจ้าเมืองหลี่เสวียนมีสีหน้าเย็นชาเช่นกัน เรื่องน่ายินดีของตระกูลเย่ หาใช่เรื่องน่ายินดีของเมืองเหยียนไม่
เย่หยางฝู่จะจัดงานเลี้ยงใหญ่ทั่วเมืองเหยียนสามวัน? ถือว่าตระกูลเย่เป็นนายเหนือหัวเมืองเหยียนแล้วหรือ? แล้วเคยเห็นจวนเจ้าเมืองอยู่ในสายตาหรือไม่?
“เหอะ จวนเจ้าเมือง?”
เย่หยางฝู่กวาดตามองหลี่เสวียน “งานเลี้ยงใหญ่ทั่วเมืองเหยียนเป็นเรื่องส่วนตัวของตระกูลเย่ หรือว่าจวนเจ้าเมืองจะเผ่นขยายเกินไปหน่อย?”
“เจ้า...”
หลี่เสวียนลุกพรวดขึ้น แต่เมื่อเห็นเย่จื่อเซวียนไม่ไกล ก็เก็บกดอารมณ์ลงอย่างฝืนๆ
“เรื่องที่สอง คือด้วยความเมตตาของสำนักสังสารวัฏ เย่จื่อเซวียนนับจากนี้เข้าฝึกที่สำนักสังสารวัฏ ในฐานะศิษย์ทั่วไป” เย่หยางฝู่ฮึกเหิม เบ่งเสียงดังขึ้น
ทุกคนตื่นตระหนก สีหน้าอิจฉา ริษยา ไปจนถึงหวาดระแวงไม่ปิดบัง
พ่อบ้านใหญ่ของจวนเจ้าเมืองหลี่เสวียนตื่นตระหนกสุดขีด ใจเต้นแรง กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้น
เย่จื่อเซวียนเมื่อวานเพิ่งมีข่าวว่ากำเนิดร่างรบมังกรสวรรค์ เหตุใดจึงรวดเร็วเพียงนี้ วันนี้ก็เข้าสำนักสังสารวัฏแล้ว?
สำนักสังสารวัฏนั้นคือขุมกำลังระดับสูงสุดอย่างแท้จริง เมื่อมองไปในเขตดินแดนโบราณไท่ซวี นั่นคือสิ่งดำรงอยู่ดั่งยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบ สำนักเหยียนหยางในเมืองเหยียนเป็นเพียงสาขาเล็ก ๆ ภายใต้สำนักสังสารวัฏ สาขาในลักษณะเดียวกันมีอย่างน้อยนับพันแห่ง
มิน่าล่ะเย่หยางฝู่ถึงได้แข็งกร้าว กล้าเมินเฉยกฎเกณฑ์ ท้าทายจวนเจ้าเมือง
เป็นเรื่องน่าขัน ภายหน้ามีสถานะของเย่จื่อเซวียนเช่นนี้ ใครกล้าแตะต้องตระกูลเย่แม้แต่เส้นขน?
เขตดินแดนโบราณไท่ซวีระเบียบปั่นป่วนในรอบพันปี วิถีราชันย์เสื่อมถอย เมืองต่าง ๆ ตั้งตนเป็นอิสระ ในอดีตจวนเจ้าเมืองจึงค่อย ๆ ผงาดขึ้นครอบครองเมืองเหยียน
อนาคตหากตระกูลเย่ยิ่งใหญ่ขึ้น ไร้ข้อจำกัด... แทบไม่กล้าคิด
“ส่วนเรื่องที่สาม ให้ทุกท่านเป็นสักขีพยาน ซื่อจื่อเย่หานอกตัญญูไร้คุณธรรม หมายตาอยากได้เนื้อตัวบริสุทธิ์ของเย่จื่อเซวียน ละเลยกฎตระกูล ดูหมิ่นผู้อาวุโส... ตระกูลเย่ของเราถือเป็นความอัปยศ วันนี้จึงปลดจากตำแหน่งซื่อจื่อ ลดขั้นเป็นบ่าวรับใช้” เย่หยางฝู่ประกาศก้อง
ปลดจากซื่อจื่อ ลดขั้นเป็นบ่าวรับใช้?
ผู้คนในเมืองเหยียนล้วนมีสีหน้าซับซ้อน เย่หยางฝู่ไร้บุตรชาย กว่าสิบปีก่อนเย่หานที่ตระกูลเย่เก็บมาได้แสดงพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร หลังจากนั้นเข้าสำนักเหยียนหยาง จึงถูกเย่หยางฝู่รับเป็นบุตรบุญธรรม นั่งตำแหน่งซื่อจื่อ ถูกเลี้ยงดูในฐานะเจ้าบ้านในอนาคต
ใครจะคาดคิดว่าภายในชั่วข้ามคืนทุกอย่างพลิกผัน ซื่อจื่อจะถูกปลด? คิดดูแล้วก็ถูก เย่หานเป็นคนนอก สุดท้ายวันนี้เย่จื่อเซวียนแห่งตระกูลเย่ทะยานขึ้น อนาคตหาที่สุดมิได้ ตระกูลเย่จำเป็นต้องฝากอนาคตไว้กับคนนอกอีกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นได้ยินว่าเย่หานไปเขตเหมืองหานเยวียนครึ่งปีประสบอันตราย ลมปราณถูกทำลาย กลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว
“เย่เต่าเฒ่า หุบปากเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงคมคายดุดันพลันดังทะลวงไปทั่วบริเวณ