ระยะห่างของทั้งสองคนลดลงอย่างกะทันหัน ชั่วขณะนั้นเซิ่งเวิ่นอินรู้สึกเหมือนขนที่หลังตั้งชันขึ้นมา
เธอไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้
“ถามหน่อย แกหูหนวกหรือไง” จู่ ๆ เซิ่งเวิ่นอินก็ตะโกนใส่หูของฉีซื่อเสียงดัง
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ยืดตัวขึ้น มืออีกข้างหนึ่งลูบติ่งหูตัวเอง มองเธอแล้วเอ่ยว่า “ก็บอกว่า ผู้ชายดูแลผู้หญิงไง?”
“ฉันไม่ต้องให้นายดูแล” เซิ่งเวิ่นอินพูด “นายขยับออกไปหน่อย โมเลกุลอากาศบนตัวนายมาโดนฉันแล้ว”
โมเลกุลอากาศ...
ฉีซื่อถอนหายใจ สีหน้าคล้ายจนปัญญา แต่สุดท้ายก็ถอยออกมาเล็กน้อย
ตอนนั้นเองเยี่ยเฉิงเฟิงก็เบียดมาจากอีกฝั่งในที่สุด เขาเห็นเซิ่งเวิ่นอิน กำลังจะก้าวขึ้นไปพูด แต่จู่ ๆ ก็เห็นเซิ่งเวิ่นอินอยู่ข้างหน้าฉีซื่อ ก็หุบปากฉับ
แต่พอดูระยะห่างระหว่างฉีซื่อกับเซิ่งเวิ่นอินอีกที
พวกเขายืนกันยังกับกอดกันอยู่เลย?
เซิ่งเวิ่นอินยังไงก็เป็นคู่หมั้นของเขา สีหน้าของเยี่ยเฉิงเฟิงก็แย่ลง แน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าเป็นฉีซื่อที่จงใจเข้าใกล้เซิ่งเวิ่นอิน กลับคิดว่าเซิ่งเวิ่นอินอาศัยช่วงที่มีคนพลุกพล่านเข้าไปใกล้ฉีซื่อ
มักมากในกาม
เขาหน้าดำคร่ำเครียด เห็นตากล้องไม่อยู่แถวนั้น ก็ตะโกนใส่เซิ่งเวิ่นอินทันทีว่า “เธอออกมา”
เซิ่งเวิ่นอินหันไปมองเยี่ยเฉิงเฟิง ตอนแรกก็ตะลึง จากนั้นก็ยื่นมือชี้ไปที่ปลายจมูกตัวเองอย่างเหลือเชื่อ “ฉัน?”
เยี่ยเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว “ไม่ใช่เธอแล้วเป็นใคร มานี่เดี๋ยวนี้!”
ฉีซื่อหันขวับ ดวงตาสีดำหรี่ลง มองเยี่ยเฉิงเฟิงอย่างเย็นชา
เยี่ยเฉิงเฟิงยังคงตะคอกใส่เซิ่งเวิ่นอินอย่างหน้าด้าน “ยังไม่ออกมาอีก?”
เซิ่งเวิ่นอินเงยหน้าขึ้นมองฉีซื่อ “นายว่า ฉันฝันไป หรือว่าเขาฝันไป?”
“เธอหมายความว่าไง?” เยี่ยเฉิงเฟิงไม่เข้าใจ
เซิ่งเวิ่นอินทำสีหน้าเศร้าสร้อย “จบเห่แล้วไอ้โง่นี่สมองเสียจริง ๆ มันนึกว่าฉันจะฟังมัน มันให้ฉันไป ฉันก็ต้องไป? แค่คิดว่าต้องแบกไอ้ปัญญาอ่อนนี่ทำภารกิจต่อ รู้สึกว่าตัวเองอนาถชะมัด ท่านฉีอิ่งตี้ ท่านคิดว่าด้วยอาการป่วยของเขาตอนนี้ เราแจ้งทีมงานให้เปลี่ยนแขกรับเชิญสักคนมาแทน จะได้ไหม?”
“เซิ่งเวิ่นอิน!”
จู่ ๆ ฉีซื่อก็ยกยิ้มมุมปาก “ลองดูก็ได้”
