วันนี้นอกจากส่งของแล้วก็ไม่มีอะไรขายอีก กวนหนิงจึงไปตลาดในเมืองคนเดียว
รับเงินที่คิดบัญชีกันได้มา 90 อีแปะ นางไม่ได้แวะเที่ยวในเมือง รีบกลับหมู่บ้านตั้งแต่เนิ่น ๆ
นับว่าโชคดีที่บังเอิญเจอเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอมาจัดเก็บภาษี
เครื่องแบบเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีสีเทาสะดุดตาเป็นพิเศษเมื่ออยู่ท่ามกลางชาวนา
กวนหนิงชะงักฝีเท้า
ชาวบ้านที่ต่อแถวรอชั่งข้าวต่างยืดคอมองเข้าไปในกลุ่มคน แววตาทั้งอยากรู้อยากเห็นและประหม่า
นางยืนอยู่รอบนอก ไม่ได้รีบร้อนเข้าไป
เพียงมองปราดเดียวก็เห็นจางฉือ
ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าป่านสีน้ำเงินเทา พับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาวที่ยกมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน ตรงหน้ามีกองใบรายการภาษีและสมุดบัญชีหนาเตอะ
ยามก้มหน้าเขียนหนังสือ ปอยผมหน้าผากของเขาปรกลงมา เสี้ยวหน้าคมชัดสะอาดตา เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางชาวนารอบข้างก็ราวกับเมล็ดข้าวสารขาวที่หล่นลงไปในชามกระเบื้องหยาบ
กวนหนิงเม้มริมฝีปาก
“พี่หนิงกลับมาแล้ว!”
เสียงหนึ่งขัดจังหวะความคิดของนาง
เป็นชุ่ยยา เด็กสาวบ้านข้าง ๆ นางถือชามน้ำเบียดออกมาจากฝูงชน พอเห็นกวนหนิงก็ร้องทักเสียงใส
กวนหนิงยังไม่ทันตอบ ทางนั้นก็มีคนได้ยินเสียก่อน
จางฉือเงยหน้าขึ้น มองนางจากระยะห่างราวเจ็ดแปดก้าวแล้วพยักหน้าให้เล็กน้อย
กวนหนิงฝืนยิ้ม ก่อนเบนสายตาไปยังเจ้าหน้าที่นั่งตรงข้ามจางฉือ
ชายผู้นั้นอายุราวสามสิบ สวมเครื่องแบบสีเขียว มีป้ายเหล็กห้อยอยู่ที่เอว กำลังนั่งเอียงตัว ขาข้างหนึ่งพาดอยู่บนม้านั่งยาว
