คุยไปคุยมา บทสนทนาก็วกมาถึงผักกูด หลิวซิ่วเหอจึงเริ่มบ่นอีกครั้ง
“เจ้านี่นะ ตากผักกูดไว้ตั้งเต็มกระบุงใหญ่ บอกว่าจะเอาไปขาย แต่พอเข้าเมืองทีไรกลับไม่เคยเอาไปด้วยสักครั้ง”
นางไม่เข้าใจเลยว่า ตากผักกูดแห้งไว้ตั้งมากมาย คนในบ้านก็กินไม่หมด กวนหนิงก็ไม่ยอมเอาไปขาย สะสมไว้จนเต็มบ้านแล้วแท้ ๆ แต่ทุกวันกวนหนิงก็ยังตากเพิ่มไม่หยุด
ยามคนในบ้านว่าง ต่างก็พากันออกไปเก็บผักกูด
“ช่วงนี้ขายได้ราคาไม่ดีหรอก เก็บไว้ขายตอนหน้าหนาวเถอะ”
หน้าหนาวเดิมทีก็แทบไม่มีผักสดให้กิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผักป่า
ผักกูดแห้งจะนำไปดองเป็นผักเค็ม หรือเอาไปตุ๋นกับเนื้อ ผัดเนื้อ หรือทำยำก็ได้ทั้งนั้น
นางเชื่อว่าขอเพียงทุกคนรู้วิธีทำ ก็น่าจะขายออกแน่นอน
คำพูดของกวนหนิงทำให้จางฉืออดเหลือบมองไม่ได้ ไม่คิดเลยว่านางจะมีหัวการค้าพอตัว…
ภูเขาในเดือนห้าเขียวขจีจนเหมือนบีบน้ำออกมาได้
กวนหนิงถือมีดพร้าขนาดเล็ก ส่วนจางฉือแบกกระบุงใหญ่ ข้างในใส่แผ่นแป้งข้าวโพดสองแผ่นกับกระบอกน้ำหนึ่งใบ แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินทาง
ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูร้อน ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กลับไปกินมื้อกลางวันที่บ้าน คนในครอบครัวจะนำอาหารไปส่งให้ถึงนา กินเสร็จก็ทำงานต่อ
เวลาที่กวนหนิงกับจางฉือออกจากบ้านพอดีกับช่วงที่ทุกคนกำลังกินข้าว
พอเห็นทั้งคู่เดินผ่านไปทีละคน มีคนหนึ่งก็ป้องปากตะโกนถาม “อาหนิง พาสามีขึ้นเขาไปด้วยหรือ?”
กวนหนิงยิ้มรับ “ไปลองเสี่ยงโชคดูเจ้าค่ะ”
“สามีเจ้าพูดน้อยเกินไปแล้ว เจอหน้ากันยังไม่ทักทายสักคำ!” คนผู้นั้นตะโกนขึ้นอีก
กวนหนิงหันกลับไปมองจางฉือ เขาเดินหน้าตาเรียบเฉย ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
“เดี๋ยวสนิทกันก็พูดเองแหละ”
