ตอนที่ 4 ครอบครัวลุงใหญ่ชวนคลื่นเหียน
ตอนที่หมิงฉางเหออยู่ในกองทัพ เขาเริ่มจากการเป็นพลทหารชั้นผู้น้อย ต่อมาโชคชะตาพาให้ได้เรียนวิชาแพทย์จากคนผู้หนึ่ง จนได้เป็นแพทย์ทหาร หลังปลดประจำการก็ไปทำงานในห้องยาโรงพยาบาล พอเขาเสียชีวิต หมิงไต้ในฐานะลูกบุญธรรม แม้อายุเพียง 14 ปีก็ยังรับช่วงงานของเขาต่อได้
เด็กสาวป่วยเรื้อรังจนชำนาญเรื่องยาอยู่บ้าง ยามลงมือทำงานก็ดูคล่องแคล่วเป็นระเบียบ
ก่อนหมิงฉางเหอจะล้มป่วย เขายังตั้งใจฝากฝังคนให้ช่วยดูแลไว้แล้ว หากไม่มีเรื่องไม่คาดฝัน เด็กสาวก็เลี้ยงดูตัวเองจนเติบใหญ่ได้ไม่มีปัญหา
น่าเสียดายที่เขาประเมินความไร้ยางอายของครอบครัวพี่ชายใหญ่ต่ำเกินไป
ตอนเขาเสียชีวิต หมิงฉางเจียงไม่ได้มาช่วยเหลือแม้แต่น้อย พอจัดการฝังศพเสร็จแล้วถึงค่อยแสร้งทำเป็นห่วงใยแล้วมาหา จุดประสงค์ก็เพื่อสมุดเงินฝากกับตำแหน่งงานของหมิงฉางเหอ
ตอนปลดประจำการ เขาได้รับเงินชดเชยก้อนใหญ่ อีกทั้งยังมีเงินเดือนจากงานในโรงพยาบาล รายได้ดีกว่าหมิงฉางเจียงที่เป็นคนงานโรงงานซีอิ๊วมาก ทั้งยังมีลูกบุญธรรมเพียงคนเดียว จึงเก็บเงินไว้ได้ไม่น้อย
น่าเสียดายที่คนทั้งบ้านสี่คนค้นทั่วบ้านก็ยังหาไม่เจอ จนพากันโมโหแล้วทั้งทุบตีทั้งด่าหมิงไต้
เด็กสาวไม่กล้าต่อต้าน แต่ก็กัดฟันยืนยันว่าไม่มี เพื่อนบ้านเห็นเรื่องบานปลายจนเกินไปจึงแจ้งตำรวจ ทำเอาพวกเขาตกใจจนต้องหนีกลับไป
แต่หมิงฉางเจียงไม่มีทางยอมแพ้ เพราะกลัวถูกตราหน้าว่าทารุณทายาทผู้เสียชีวิตจากกองทัพ เขากับลูกชายจึงไม่มาเอง แต่ให้ภรรยากับลูกสาวอ้างว่าจะมาดูแลหลานสาวและน้องสาวลูกพี่ลูกน้อง แล้วใช้คำพูดดูหมิ่นสารพัดกดดันให้หมิงไต้ตัวน้อยส่งสมุดเงินฝากออกมา
เด็กสาวกลัวจนไม่กล้ากลับบ้าน ทำงานกะกลางคืนติดต่อกันครึ่งเดือน
หมิงฉางเจียงโมโหจนเขี้ยวแทบหัก
พอดีกับที่มีการจัดส่งปัญญาชนลงชนบท ครอบครัวหมิงฉางเจียงจำเป็นต้องส่งใครสักคนลงไป
หมิงเย่าจู่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน สุดท้ายจึงเหลือเพียงหมิงเยี่ยนหง
แต่หมิงเยี่ยนหงกำลังคบหาดูใจกับลูกชายคนเล็กของหัวหน้าโรงงานชำแหละเนื้ออยู่ โอกาสแต่งงานดี ๆ แบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้
ทว่าหมิงเยี่ยนหงรู้ดีว่าพ่อแม่ต้องเสียสละเธอเพื่อรักษาน้องชายไว้แน่ จึงคิดแผนให้หมิงไต้ไปแทนตัวเอง เรื่องนี้แอบจัดการกันได้ ขอแค่ไม่ถูกจับได้ก็พอ
หมิงฉางเจียงย่อมเห็นด้วย ส่วนสิงชุ่ยหลานได้รับจดหมายจากบ้านเกิด บอกว่าลูกชายปัญญาอ่อนของบ้านเศรษฐีในคอมมูนของพวกเขาอยากได้ภรรยา จึงมาขอให้เธอช่วยเป็นแม่สื่อ พอดีจะได้จัดให้หมิงไต้ไปลงชนบทที่คอมมูนนั้น ถึงตอนนั้นก็จับเด็กสาวยัดเข้าไปในผ้าห่มของคนปัญญาอ่อน เด็กสาวไม่รู้ประสีประสาอะไร พอครอบครัวฝ่ายนั้นขู่ให้กลัว เธอก็คงยอมเป็นภรรยาแต่โดยดี
ถ้าเธอแต่งออกไปอยู่ชนบท บ้านที่มีชื่อหมิงฉางเหอเป็นเจ้าของก็จะตกเป็นของพวกเขาไม่ใช่หรือ?
ชั่วร้ายเกินไปแล้ว!
หมิงไต้หัวเราะเย็นชา ถึงจะไม่ใช่ลุงแท้ ๆ แต่คิดวางแผนรังแกเด็กกำพร้าแบบนี้ก็ต่ำช้าเกินไปแล้ว ต้องสั่งสอนพวกเขาให้รู้เสียบ้างว่าหมิงไต้ในตอนนี้ไม่ใช่เด็กหญิงที่เอาแต่แอบหลบไปร้องไห้อีกต่อไป!
กินข้าวเสร็จ หมิงไต้เปลี่ยนกลับไปสวมเสื้อผ้าผ้าหยาบที่ซักสะอาดแล้ว มัดผมสีเหลืองหม่นเป็นเปียสองข้าง พอมองใบหน้าที่เปล่งปลั่งสุขภาพดี เธอก็หยิบเครื่องสำอางขึ้นมาแต่งหน้าให้ดูเหมือนคนป่วยหนักใกล้ตาย
เห็นตัวเองในกระจกดูราวกับใกล้จะสิ้นใจเต็มที หมิงไต้ก็พอใจแล้วเดินออกไป
ข้างนอกยังมืดสนิท รอบตัวเงียบสงัด
เธอครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนลากเตียงไม้ไผ่ออกมา ดันเข้าไปชิดมุมกำแพง แล้วยกอิฐสีเขียวแผ่นหนึ่งขึ้น ก่อนหยิบกล่องเล็ก ๆ ออกมา
นี่คือมรดกที่พ่อหมิงทิ้งไว้ให้หมิงไต้ตัวน้อย และเป็นสมุดเงินฝากที่สิงชุ่ยหลานตามหาอยู่ตลอด
เมื่อเห็นยอดเงิน 2,356 หยวนบนสมุดเงินฝาก หมิงไต้ก็ถอนหายใจ
หมิงไต้ตัวน้อยโชคดีกว่าเธอในเรื่องสายสัมพันธ์กับพ่อแม่ อย่างน้อยก็ยังมีพ่อบุญธรรมที่รักและเอ็นดูเธอ
ในยุคเจ็ดศูนย์ นี่นับเป็นเงินก้อนโตมากแล้ว
เธอเก็บสมุดเงินฝากเข้าไปในมิติ แล้วใช้มือข้างเดียวเข็นเตียงกลับเข้าที่
หมิงไต้ปัดมือเล็ก ๆ แล้วมองท้องฟ้าที่สว่างเต็มที่ ก่อนหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กสีเขียวทหารที่เจ้าของร่างเดิมใช้เป็นประจำออกจากบ้าน
บนถนนยังมีคนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ออกมาเทสิ่งปฏิกูลตอนกลางคืน
เธอเดินตามตำแหน่งที่จำได้จนมาถึงชั้นสองของเรือนพักหลังหนึ่ง แล้วเคาะประตู
“ใครน่ะ? เช้าขนาดนี้เลย”
รออยู่ครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดออก หญิงวัยกลางคนผมเผ้ายุ่งเหยิงมองหมิงไต้แล้วชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
หมิงไต้ยิ้มให้ แล้วเอ่ยเรียกอย่างหวาด ๆ ว่า “หัวหน้าหนิว ขอโทษที่มารบกวนค่ะ พอดีฉันมีเรื่องตำแหน่งงานอยากคุยกับคุณ”
ดวงตาของหนิวฉินเป็นประกายขึ้นมาทันที ลูกสาวของเธอก็ถึงวัยต้องลงชนบทแล้ว แต่ซื้อหาตำแหน่งงานไม่ได้ พอเห็นว่าใกล้จะต้องลงชนบทเข้าจริง ๆ ช่วงสองสามวันนี้ลูกสาวก็โวยวายอยู่ที่บ้านไม่หยุด
เธอกวาดตามองรอบ ๆ พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นก็รีบดึงหมิงไต้เข้าบ้าน
“เข้ามา ๆ หมิงไต้ ได้ข่าวตำแหน่งงานอะไรมาเหรอ?”
หนิวฉินเป็นรองหัวหน้าแผนกธุรการของโรงพยาบาลประจำเมือง ส่วนสามีเป็นหัวหน้าแผนกจัดซื้อของโรงพยาบาล ทั้งคู่มีอำนาจตัดสินใจอยู่ไม่น้อยในโรงพยาบาล
นี่เป็นเหตุผลที่หมิงไต้มาหาเธอ คนทั่วไปกลัวความยุ่งยาก คงไม่กล้าซื้อตำแหน่งงานจากเธอ
หมิงไต้ยังไม่ทันพูด ดวงตาก็แดงขึ้นมาก่อน
“หัวหน้าหนิว ฉันไม่ปิดบังคุณค่ะ ฉันอยากขายตำแหน่งงานของตัวเอง
คุณก็รู้ว่างานนี้ฉันรับช่วงต่อจากพ่อ ช่วงนี้ครอบครัวลุงใหญ่ชอบมาวุ่นวายที่โรงพยาบาล ส่งผลเสียมากจริง ๆ
ตอนนี้ป้าสะใภ้ใหญ่ของฉันแอบใช้เส้นสายแจ้งชื่อฉันให้ลงชนบท ให้ฉันไปแทนลูกของบ้านเธอ แล้วยังจะให้ฉันยกงานให้ลูกพี่ลูกน้องอีกด้วย รังแกกันเกินไปแล้วค่ะ
ฉันทนไม่ได้ แต่เรื่องลงชนบทก็ถูกกำหนดแน่นอนแล้ว ยังไงก็ต้องไปอยู่ดี ฉันเลยคิดว่าจะขายงานนี้ อย่างน้อยก็ไม่ยอมให้ครอบครัวป้าสะใภ้ใหญ่ได้ประโยชน์ไปฟรี ๆ!”
หนิวฉินรู้สถานการณ์ของครอบครัวพวกเขาอยู่แล้ว พอได้ฟังก็เข้าใจดี เรื่องทำนองนี้พบเห็นได้ไม่น้อยในยุคนี้ พูดได้แค่ว่าเด็กคนนี้โชคร้ายจริง ๆ เคราะห์ร้ายสารพัดล้วนมาตกอยู่กับเธอ
แต่คราวนี้ลูกสาวของเธอก็ได้ประโยชน์ไปด้วย!
“เด็กดี เธอถูกเอาเปรียบแล้วจริง ๆ ป้าสะใภ้ใหญ่ของเธอนี่ไม่ใช่คนเลย ถึงกับจะให้เด็กอายุยังน้อยอย่างเธอลงชนบท ไม่ต้องห่วงนะ ฉันซื้อตำแหน่งงานของเธอเอง จะไม่ยอมให้ป้าสะใภ้ใหญ่ของเธอได้ประโยชน์ไปฟรี ๆ แน่!”
หมิงไต้มองหัวหน้าหนิว “แต่ลุงใหญ่ของฉันรับมือยากมากค่ะ ถ้าคุณซื้องานของฉันไป อาจมีเรื่องยุ่งยากตามมา”
หนิวฉินโบกมือ “เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง น้องชายฉันอยู่คณะปฏิวัติ”
นับเป็นเรื่องน่ายินดีเกินคาด เธอยิ่งอยากเห็นป้าสะใภ้ใหญ่มาหาเรื่องหนิวฉินเสียด้วยซ้ำ
ตำแหน่งงานหายาก ยิ่งเป็นงานสบาย ๆ อย่างห้องยาด้วยแล้ว หนิวฉินไม่อยากให้มีเรื่องแทรกซ้อน จึงพูดกับหมิงไต้ตรง ๆ ว่า “หมิงไต้ ตอนนี้งานหนึ่งตำแหน่งราคาโดยทั่วไป 800 หยวน ฉันให้เธอ 850 หยวน ถ้าตกลงกันได้ พอถึงเวลาเข้างานเราก็ไปจัดการเรื่องนี้กันเลย”
หมิงไต้ยินดีอยู่แล้ว “หัวหน้าหนิว ไม่ต้องถึง 850 ก็ได้ค่ะ ให้ฉัน 700 ก็พอ ฉันอยากรบกวนคุณอีกเรื่องหนึ่ง”
หัวหน้าหนิวย่นคิ้วเล็กน้อย กลัวว่าเธอจะเรียกร้องอะไรเกินเลย แต่สีหน้ายังคงยิ้มแย้มแล้วเอ่ยว่า “พูดมาได้เลย ถ้าช่วยได้ฉันช่วยแน่นอน”
ความหมายก็คือถ้าช่วยไม่ได้ก็ไม่ช่วยแน่
หมิงไต้ยิ้มอย่างกระดากอาย “ฉันอยากรักษาวิชาแพทย์ที่พ่อสอนไว้หลังลงชนบทค่ะ ถ้าเป็นไปได้ อยากลองเป็นหมอเท้าเปล่าดู คุณก็รู้ว่าฉันเป็นคนป่วยออดแอดมาตั้งแต่เด็ก ทำงานหนักไม่ไหว เลยอยากได้เครื่องมือแพทย์กับยาสักหน่อย”
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าลงแก้มแดงระเรื่อ ราวกับละอายที่เรียกร้องมากเกินไป
หมิงไต้: ฉันนี่คู่ควรกับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจริง ๆ!
หนิวฉินถอนหายใจโล่งอก เรื่องนี้ง่ายมาก สามีของเธอทำงานด้านนี้อยู่พอดี
ขณะเดียวกัน เธอก็มองหมิงไต้เปลี่ยนไป เด็กสาวคนนี้ไม่ได้อ่อนแอบอบบางอย่างที่เห็นภายนอก อย่างน้อยก็มีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แบบนี้ก็ดีแล้ว
“เรื่องแค่นี้เอง ของพวกนั้นมีอยู่ที่แผนกของสามีฉัน เดี๋ยวเราไปจัดการเรื่องโอนงานกันก่อน พอเสร็จแล้วฉันจะพาเธอไปเอา!”
หมิงไต้เงยหน้าขึ้นอย่างดีใจ ดวงตาแดงก่ำมองหนิวฉินเสียจนอีกฝ่ายใจอ่อน ตัดสินใจว่าจะให้ยาเธอเพิ่มอีกหน่อย
ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หมิงไต้ก็เอ่ยอย่างสุภาพว่าจะไปรอที่หน้าทางเข้าโรงพยาบาล แล้วปฏิเสธคำชวนของหัวหน้าหนิวที่ชวนกินอาหารเช้าด้วยกัน ก่อนออกจากบ้านไป
เธอไม่หิว จึงตรงไปโรงพยาบาลเพื่อรอทันที
ยืนอยู่หน้าประตู มองดูผู้คนที่กำลังเดินทางไปทำงาน อันเป็นภาพเฉพาะของยุคสมัยนี้แล้ว เธอก็รู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย
