ลวี่จูกลับมาจากข้างนอกด้วยความขุ่นเคือง อัดอั้นอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากว่า “คุณหนู จวนโหวหย่งหนิงนี่ช่างไร้ยางอายจริง ๆ เที่ยวใส่ร้ายชื่อเสียงของท่านอยู่ข้างนอก ทั้งยังใส่ร้ายจวนโหวติ้งกั๋วด้วย อีกอย่าง พรุ่งนี้เสิ่นเยี่ยนซูจะกลับเมืองหลวง ได้ยินว่าจะเข้ารับตำแหน่งในจวนจิงเจ้า จวนโหวหย่งหนิงยังจะจัดงานเลี้ยงดูตัวให้เขาอีก...”
ลวี่จูเล่าเรื่องเป็นชุดราวกับประทัดแตก
“อ้อ พวกเขายังกล้าใส่ร้ายจวนโหวติ้งกั๋วด้วยหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ ทั้งที่จวนโหวหย่งหนิงเป็นฝ่ายประจบตระกูลฉู่แท้ ๆ บัดนี้กลับบิดเบือนความจริง ใส่ร้ายจวนโหว ช่างไร้ยางอายเสียจริง!”
“ในเมื่อพวกเขากล้าโยนความผิดใส่จวนโหวติ้งกั๋ว พรุ่งนี้ก็ทำให้งานเลี้ยงของจวนโหวหย่งหนิงครึกครื้นขึ้นหน่อย ดีหรือไม่?”
“คุณหนู ข้ารอคำนี้อยู่เลยเจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
……
วันถัดมา จวนโหวหย่งหนิงประดับโคมผูกผ้าแพร บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริง
แม้จวนโหวหย่งหนิงจะไร้อำนาจแท้จริง ทว่าชื่อเสียงของจวนโหวยังคงมีอยู่
เสิ่นเยี่ยนซูยังไม่ทันกลับถึงจวน ภายในจวนก็เนืองแน่นไปด้วยคุณหนูตระกูลต่าง ๆ ที่แต่งกายงดงาม พวกนางจับกลุ่มกันสองสามคน ชมบุปผาและจิบชาอยู่ในสวน
ฮูหยินหยางแห่งจวนโหวหย่งหนิงมองคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ ด้วยความพึงพอใจยิ่ง
บุตรชายของนางเป็นยอดคนในหมู่บุรุษ จะมีสตรีเช่นใดที่ไม่คู่ควรกับเขาเล่า?
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด รถม้าคันหนึ่งก็หยุดลงหน้าจวนโหว
ม่านรถถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งสง่างามก้าวลงมาอย่างเชื่องช้า เขาคือซื่อจื่อแห่งจวนโหวหย่งหนิง เสิ่นเยี่ยนซู
