บริเวณที่ถูกกระบี่หักของหลินเฟิงแทงเข้าไปมีเลือดไหลทะลักออกมา
ส่วนมืออีกข้างมีสิ่งหนึ่งขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสง ลักษณะคล้ายก้อนหินก้อนเล็กอยู่กลางฝ่ามือ
ชูเฟิงถิงใช้นิ้วบีบก้อนหินเล็ก ๆ นั้น มันไม่ค่อยแข็ง แต่กลับมีน้ำหนักอยู่บ้าง
เขาโยนมันทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ฉีกชายเสื้อออกมาเป็นแถบหนึ่ง แล้วพันรอบฝ่ามือแน่นเพื่อห้ามเลือดไม่ให้ไหลออกมามากกว่าเดิม
แน่นอนว่าแผลตรงข้อศอกกับท่อนแขนที่ถูกกรีดเมื่อครู่ก็ต้องห้ามเลือดเช่นกัน
ครานี้หลินเฟิงว่าง่ายยิ่ง เขายืนอยู่ปลายอีกด้านของศาลา เงียบ ๆ มองชูเฟิงถิงจัดการบาดแผล
เพราะหลินเฟิงใช้วิธีการทั้งหมดที่มีไปแล้ว ขั้นต่อไปจึงเหลือเพียงรอให้เลือดในกายชูเฟิงถิงไหลจนหมด
ปืนลูกโม่ไม่มีเหลือแล้ว มีเพียงกระบี่หักกับการโจมตีสนับสนุนของเย่เหลียงไฉ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโจมตีสนับสนุนจากระยะไกล ยังไม่ชำนาญนัก หากพลาดท่าจนทำให้ตนเองบาดเจ็บขึ้นมา คงน่ากระอักกระอ่วนไม่น้อย
หลินเฟิงจึงเลือกยืนนิ่งอยู่กับที่
เหล่าศิษย์จากสำนักเร้นกายหลายคนที่อยู่ใต้ศาลาเทียนจื่อ ต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปนานแล้ว
จั่วซ่านสิงจากเขาไท่หางกับหยางฮ่าวหรานจากเทือกเขาฉินหลิ่งถือกระบอกน้ำเต้าบรรจุสุราไว้ในมือ ทั้งคู่เงยหน้ามองศาลาเทียนจื่ออย่างเหม่อลอย
ไม่เคยมีบันทึกว่าผู้ฝีมือจากโลกสามัญคนใดจะต่อสู้กับศิษย์สำนักเร้นกายได้ยาวนานถึงเพียงนี้
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ฝีมือจากโลกสามัญ ปกติพวกเขาเพียงสะบัดมือก็จัดการได้แล้ว
แม้หลินเฟิงจะเป็นศิษย์อารามอวี้เฉวียน ต่อให้อารามอวี้เฉวียนไม่กล้ายอมรับ ทว่าความจริงก็คือความจริง
