หวังเฉียนขมวดคิ้วเอ่ยว่า “หากไม่กำจัดเขาให้สิ้นซาก เรื่องนี้จะคลี่คลายได้อย่างไร?”
“ท่านแม่ทัพเอกหวัง ฝ่าบาทได้รับเชิญกลับมาจากการลงมติร่วมกันของขุนนางทั้งราชสำนัก ทุกขั้นตอนถูกต้องตามระเบียบและชอบด้วยเหตุผล หากขับไล่พระองค์ออกจากเมืองหลวงเช่นนี้ แล้วผู้คนทั่วหล้าจะมองกองทัพเจิ้นซีของเราอย่างไร?”
หวังเฉียนแค่นเสียงเย็นชา “เขากล้าตั้งกองทัพขึ้นเองแล้ว ข้ายังจะสนใจหรือว่าผู้คนทั่วหล้าคิดอย่างไร? ตัดความเพ้อฝันของเขาทิ้งเสียก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่น”
“ท่านแม่ทัพเอกหวัง ในความเห็นของข้า เพียงขัดขวางไม่ให้เขาตั้งกองทัพใหม่ เรื่องอื่นค่อยระงับไว้ก่อน ท่านอ๋องก็เคยตรัสไว้ว่า กองทัพเจิ้นซีจะไม่ก้าวก่ายราชกิจ ท่านจะจัดการเรื่องทหารอย่างไรก็สุดแท้แต่ ข้าไม่กล้าก้าวก่ายแม้แต่น้อย แต่เรื่องราชกิจ...”
เหวินเฉิงมองหวังเฉียนด้วยสีหน้ากังวลและกระอักกระอ่วน
“เจ้ายังคิดจะช่วยจ้าวฉุนอีกหรือ?”
หวังเฉียนถามอย่างไม่ไว้หน้า
“ท่านแม่ทัพเอกหวัง อย่างไรเขาก็ยังเป็นจักรพรรดิแห่งต้าจงที่ขึ้นครองราชย์โดยชอบธรรม หากไม่มีเหตุผลที่ทำให้ผู้คนเชื่อถือ แล้วจับกุมลงโทษเขา ย่อมไร้เหตุผลและไม่เป็นไปตามกฎหมาย”
เหวินเฉิงส่ายมือแก้ต่างด้วยสีหน้าร้อนใจ
จ้าวฉุนขึ้นครองเมืองหลวงได้ก็เพราะเขาเห็นชอบ การแต่งตั้งขุนนางทั้งหลายก็ผ่านความเห็นชอบจากอัครมหาเสนาบดีอย่างเขา แน่นอนว่าเหวินเฉิงเองก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลประโยชน์
บัดนี้หวังเฉียนจะขับจ้าวฉุนออกจากเมืองหลวง นั่นมิเท่ากับตบหน้าเขาหรอกหรือ
ทั้งยังเป็นการตบหน้าขุนนางทั้งราชสำนักด้วย
เมื่อได้ยินเหวินเฉิงกล่าวเช่นนั้น หวังเฉียนโบกมือ ส่งสัญญาณให้เฉียวสยงกลับมาก่อน
