ในบรรดาคนเหล่านั้น มีชายชราผมขาวคิ้วขาวคนหนึ่งซึ่งชราภาพจนผมเผ้าขาวโพลน เขามองถ้วยชาบนโต๊ะที่สั่นระริก ก่อนกระแอมหลายครั้งแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย
“ร้ายกาจจริง สมกับเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหลายร้อยปีของอารามอวี้เฉวียน เสียงกึกก้องประหนึ่งอสนีบาตเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของอารามอวี้เฉวียนหรือไม่”
“ศิษย์พี่เยว่ คนผู้นี้มิใช่ศิษย์ของอารามอวี้เฉวียน ข้าน้อยเคยกล่าวไปแล้ว ส่วนปืนใหญ่เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่กองทัพเจิ้นซีสร้างขึ้นเอง ไม่เกี่ยวข้องกับอารามอวี้เฉวียนแม้แต่น้อย”
นักพรตเหลิ่งเฉวียน เจ้าสำนักอารามอวี้เฉวียน นั่งอยู่ตรงที่นั่งท้ายสุดในโถงบุปผา กล่าวชี้แจงด้วยความกระวนกระวาย
ชายชราคนหนึ่งเหลือบมองเหลิ่งเฉวียน
“เจ้าคิดว่าพูดเช่นนี้แล้วจะหลอกคนแก่อย่างข้าได้หรือ ช่างมีจิตใจเหมือนเด็ก ไม่รู้จักความเหมาะสม”
ชายชราผู้นั้นกล่าวตำหนิส่ง ๆ ราวกับกำลังอบรมลูกศิษย์
ทว่าผู้ที่รู้เรื่องต่างเข้าใจดีว่า ชายชราผู้นี้เป็นเพียงผู้อาวุโสจากสำนักอื่น ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งรองเจ้าสำนัก แต่กลับกล้าตำหนิเจ้าสำนักเช่นนี้
เหลิ่งเฉวียนก้มศีรษะถอนใจ ก่อนจะนิ่งเงียบไป
ต่อหน้าคนเฒ่าพวกนี้ที่ถืออำนาจเหนือผู้อื่น ต่อให้พวกเขาปักใจเชื่อเรื่องใดและเจ้ามีเหตุผลเพียงใด ก็ไร้ประโยชน์
ชายชราอีกคนยิ้มแล้วกล่าวว่า “เมื่อทหารประจำเมืองจัดการเขาไม่ได้ คงต้องรบกวนทุกท่านแล้ว ใครจะไปจับเด็กนั่นมา?”
ชายชราคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้องขมวดคิ้วกล่าวว่า
“ไม่รู้ว่าต้วนมู่ไท่ไปทำอะไรอยู่ ให้เขาจัดการเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ยังเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่ง วัน ๆ ไม่รู้จักทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว”
