ทุกคนในนครหลวงต่างจับตาศึกครั้งนี้ของจ้าวกุย แม้แต่อ๋องรุ่ยก็ขังตัวอยู่ในห้องหนังสือตลอดทั้งวัน เพื่อรอข่าว
ณ ประตูเมือง ม้าศึกวิ่งเข้าออกไม่ขาดสาย นำรายงานศึกกลับมาส่งยังจวนต่าง ๆ
ปลายยามโหย่ว อ๋องรุ่ยได้รับรายงานศึกฉบับสุดท้าย
กองกำลังของจ้าวกุยถูกซุ่มโจมตีในเมืองจิงตง ทหารองครักษ์หลวงที่หนีออกจากเมืองมาได้เหลือไม่ถึง 10,000 นาย
แน่นอนว่า จำนวนนี้เป็นเพียงตัวเลขที่ทหารม้าสอดแนมคาดคะเน ไม่แม่นยำนัก
แต่เรื่องที่กองกำลังของจ้าวกุยถูกซุ่มโจมตีนั้นเป็นความจริง และทหารองครักษ์หลวง 50,000 นายได้รับความเสียหายอย่างหนักก็เป็นความจริงเช่นกัน
อ๋องรุ่ยถอนหายใจยาว วางรายงานศึกลงบนโต๊ะหนังสือ ก่อนเอนพิงพนัก หลับตาแหงนหน้า เนิ่นนานก็มิได้เอ่ยวาจา
เมื่อได้รับข่าวที่แน่ชัด จักรพรรดิจ้าวเจิ้นก็ถูกขันทีน้อย 4 คนหามกลับไปยังตำหนักบรรทม
หมอหลวงเจ็ดแปดคนผลัดกันเข้าออก ต่างตรวจวินิจฉัยอาการป่วยฉับพลันของฝ่าบาท
ไท่ซือว่านยืนนิ่งราวกับหุ่นไม้ ก่อนก้าวโซเซไปยังประตู แล้วทอดสายตามองไปทางเมืองจิงตง
ส่วนจ้าวเหวินฉี่หน้าซีดเผือด มือสั่นจนแทบถือถ้วยชาไว้ไม่อยู่
ทหารองครักษ์หลวงต้าจงมีทั้งหมด 120,000 นาย ส่วนค่ายองครักษ์ใกล้ชิดมี 20,000 นาย กองกำลังเหล่านี้ไม่อาจเคลื่อนออกจากเมืองโดยพลการ
หลินเฟิงนำกำลังไป 30,000 นาย
ยามนี้ใต้บังคับบัญชาของไท่ซือว่านกับจ้าวเหวินฉี่เหลือทหารอยู่เพียง 20,000 นาย
ศึกของจ้าวกุยทำให้ทหารองครักษ์หลวงต้าจง 120,000 นายถูกล่อเข้าไปติดกับถึง 50,000 นายในคราวเดียว
นับแต่สองฝ่ายเปิดศึกกันมา นี่คือศึกที่สูญเสียหนักหนาที่สุด
แม้ในยามที่ต่อต้านกองทัพกบฏอย่างยากลำบากที่สุด ไท่ซือว่านก็ไม่เคยสูญเสียกำลังพลเกิน 10,000 นายในศึกเดียว
