จนกระทั่งมองไม่เห็นสิ่งใดแล้ว โทกุงาวะ โยตะยังคงยืนอยู่สะพานเดินเรือ ทอดสายตามองเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย
“พวกเขาพายเรือรบลำใหญ่ถึงเพียงนั้นให้แล่นเร็วปานนี้ได้อย่างไร?”
รองแม่ทัพรีบกล่าวรับ “ท่านแม่ทัพใหญ่ พวกเขาต้องเพิ่มจำนวนฝีพายเป็นสองเท่าแน่ มิฉะนั้นเรือคงแล่นเร็วถึงเพียงนี้ไม่ได้”
โทกุงาวะ โยตะเหลือบมองเขาด้วยความฉงน
“เจ้าเห็นพายไม้ที่พวกเขาใช้พายเรือหรือไม่? ต่อให้เพิ่มจำนวนฝีพายเป็นสองเท่า ก็ไม่มีทางทำความเร็วได้ถึงเพียงนี้”
รองแม่ทัพผู้นั้นพลันนิ่งอึ้ง เขาไม่ทันสังเกตเรื่องนี้จริง ๆ
ท่ามกลางศึกทางทะเลอันดุเดือด เดิมทีความสนใจก็ไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้อยู่แล้ว
“เรียกพล หยุดเดินหน้า ทุกคนมารวมกันทางนี้ แล้วตรวจนับความเสียหาย”
ไม่มีทางเลือก เรือของศัตรูแล่นเร็วเกินไป ไล่ตามไม่ทัน จึงทำได้เพียงตั้งขบวนป้องกันอีกครั้ง
หลังจากวุ่นวายอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม ป้อมปราการลอยน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ถูกสร้างขึ้นอีกครา รายงานความเสียหายจากการรบเมื่อครู่ถูกส่งขึ้นมาเช่นกัน
เรือรบห้าลำหมดสภาพใช้งานอย่างถาวร อีกเจ็ดลำได้รับความเสียหายมากน้อยต่างกัน ต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่จึงจะนำกลับมาใช้ได้อีก
โทกุงาวะ โยตะมีสีหน้าหนักอึ้ง กองเรืออันมหึมาของตนยังไม่ทันรุกไปถึงเมืองฉวีโจว ก็สูญเสียเรือไปสิบสองลำแล้ว เมื่อนับรวมศึกก่อนหน้าที่ถูกยิงจมไปเก้าลำ เท่ากับมีเรือรบจมหรือเสียหายทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดลำ
ศึกนี้จะรบต่ออย่างไรได้อีก?
“สั่งทหารฝ่ายเสบียงทั้งหมดซ่อมเรือรบที่เสียหายตลอดทั้งคืน ต้องทำให้แน่ใจว่าพรุ่งนี้เรือจะแล่นในทะเลได้”
