ภายในกระโจมยังคงไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก จางจงเหลียงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาสองครั้งทันที
“ฮ่า ๆ ท่านถ่งหลิ่ง กองทัพซีเซี่ยของข้ามีกำลังพลถึงหกหมื่นนาย เผชิญหน้ากับกองทัพเจิ้นซีที่มีเพียงหนึ่งหมื่นนาย หากยังพ่ายแพ้อีก ทุกท่าน เช่นนั้นพวกเราควรกลับบ้านไปทำนาหรือไม่?”
หลี่หยวนเจา แม่ทัพใหญ่ใต้บังคับบัญชาของเหรินตัวจิ้นจง ยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นนาย ก่อนประสานมือคารวะ
“คราก่อนที่ถูกกองทัพเจิ้นซีลอบโจมตี เป็นเพราะข้าน้อยประมาทเอง หากครานี้เผชิญหน้ากันซึ่ง ๆ หน้า ขอเพียงท่านถ่งหลิ่งรวบรวมทหารม้าศึกหนึ่งหมื่นนายให้ข้าน้อย หากไม่อาจกวาดล้างกองทัพเจิ้นซีได้หมดสิ้น ข้าน้อยจะนำศีรษะมาพบท่าน”
เหรินตัวจิ้นจงเหลือบมองเขาอย่างพึงพอใจ ในกระโจมบัญชาการมีแม่ทัพระดับสูงสิบเจ็ดสิบแปดคน ทว่ามีเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของตนที่กล้าพูดเช่นนี้ เขารู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
หลี่จี้เจ้าเหลือบมองหลี่หยวนเจาอย่างเย็นชา เขารู้ว่าคนผู้นี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของหลี่หยวนหมิง หัวหน้ากองทัพที่สี่ และมีภูมิหลังแข็งแกร่งในราชสำนักซีเซี่ย
“การรบมิใช่เรื่องที่ใช้ปากพูดเอาได้ ถ่งหลิ่งผู้นี้ต้องการแผนการรบที่เป็นรูปธรรม กองทัพเจิ้นซีจะเคลื่อนมาถึงระยะห่างจากค่ายของเราไม่เกินร้อยลี้ในอีกหนึ่งวัน ทุกท่านมีแผนปราบศัตรูอย่างไรก็จงกล่าวมา”
เหรินตัวจิ้นจงเอ่ยขึ้น “ท่านถ่งหลิ่ง การรบก่อนหน้านี้ กองทัพเจิ้นซีใช้เล่ห์กลต่ำช้าทุกวิถีทาง ทั้งลอบโจมตี จู่โจมฉับพลัน และรบยามค่ำคืน ล้วนเป็นวิธีที่ไม่อาจนำมาอวดอ้าง บัดนี้พวกเขากล้าเผชิญหน้ากับกองทัพเราโดยตรง นับเป็นโอกาสอันดีที่จะกวาดล้างศัตรูให้สิ้น แล้วจะต้องวางแผนซับซ้อนอันใด? กำลังพลหกหมื่นของเรา ยังจะล้อมทหารหนึ่งหมื่นของพวกเขาไว้ไม่ได้หรือ?”
