หญิงงามผู้มีเสน่ห์ขับขานบทกวีเสียงใสกังวาน “เปลวเพลิงส่องเมืองหลวงประจำแคว้น ในใจข้าขุ่นข้องมิคลาย งาช้างอำพันอำลาประตูหงส์ ทหารม้าเหล็กล้อมเมืองชายแดน... ยอมเป็นไป่ฟูจ่าง (นายกองร้อยคน) ดีกว่าเป็นบัณฑิต...”
ครานี้หญิงสาวยังขับขานไม่ทันจบ คุณชายอวี๋ก็พลันตบโต๊ะลุกขึ้น
“ดี! ดีเหลือเกิน ยอมเป็นไป่ฟูจ่าง ดีกว่าเป็นบัณฑิต!”
เขาตื่นเต้นจนเดินวนไปมาในห้องรับรอง พลางพึมพำถ้อยคำเหล่านั้นไม่หยุด
เมื่อเดินวนอยู่หลายรอบ เขาก็พลันหยุดฝีเท้า หันกลับมาจ้องหญิงงามผู้นั้น
“เจ้าบอกข้ามาเถิด บทกวีสองบทนี้ผู้ใดเป็นคนแต่ง ข้าฟังมานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งฟังก็ยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น ทุกครั้งที่ฟัง ความรู้สึกกลับลึกล้ำกว่าเดิม เป็นผู้ใดกันแน่?”
หญิงงามยิ้มอ่อนโยน
“คุณชายอวี๋ บทกวีนี้เล่าลือกันในหมู่ชาวบ้าน บ่าวเองก็ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์เจ้าค่ะ”
คุณชายอวี๋หมดแรงฮึกเหิม ทรุดนั่งลงหน้าโต๊ะเตี้ย ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว
หยาดสุราไหลจากมุมปากลงไปตามลำคอขาวผ่อง
“ผู้มีพรสวรรค์แท้จริงหาพบได้ยาก ข้าเสาะหาบทกวีสักบทแทบพลิกแผ่นดินก็ยังไร้ร่องรอย ช่างอัดอั้นยิ่งนัก”
หญิงงามรีบเข้ามารินสุราให้
“คุณชายอวี๋อย่าเพิ่งร้อนใจ บ่าวมีน้องสาวคนหนึ่ง เพิ่งมาถึงนครหลวง ได้ยินว่านางพอรู้ข่าวอยู่บ้าง รอให้บ่าวไปสอบถามสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”
คุณชายอวี๋พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้น “ไปเถิด ไปเร็ว ข้าจะนั่งรอฟังข่าวอยู่ที่นี่”
“คุณชายอวี๋ ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้นก็ได้เจ้าค่ะ บ่าวยังมิได้ดื่มกับท่านสักจอก”
