จ้าวซั่วตั้งใจฟังคำพูดของหลินเฟิงจนจบ ก่อนจะทบทวนเรียบเรียงในใจอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่มีปัญหา พี่ใหญ่ ท่านคอยดูฝีมือข้าได้เลย หากทำพลาด ข้าจะเอาหัวมาพบท่าน”
หลินเฟิงหัวเราะด่า “หัวเอ็งไม่มีแล้วจะมาพบข้าได้อย่างไร”
จ้าวซั่วเกาศีรษะ “ฮี่ ๆ พี่ใหญ่วางใจ ข้าไปก่อนล่ะ”
กล่าวจบก็โบกมือเรียกองครักษ์หลายคนให้ติดตาม ก่อนขึ้นม้าออกไป
หลินเฟิงแบ่งกำลังไปตั้งค่ายสองแห่ง โดยจัดวางรถศึกไว้ในค่ายบนเนินลาด
ส่วนค่ายบนพื้นที่ราบกว่า มีกองทหารม้าเกราะหนักห้าพันนายประจำการอยู่
ค่ายทหารเกราะหนักของฉู่เจียว ผ่านการคัดเลือกแล้วขยายกำลังเป็นทหารม้าห้าพันนาย
กองโจมตีระยะไกลของหลินเฉี่ยวเม่ยก็ขยายกำลังเป็นหนึ่งหมื่นนาย แบ่งออกเป็นสองกอง แต่ละค่ายจัดกำลังไว้ห้าพันนาย
ส่วนกองทหารม้าเบาอื่น ๆ ต่างเลือกค่ายประจำการของตน
เพราะกองทัพผ้าโพกหัวดำที่เดินทางมาจากนครหลวง ส่วนใหญ่เป็นทหารราบ
นอกค่ายของกองทัพเจิ้นซีไม่ได้วางสิ่งกีดขวางไว้มากนัก เพียงเสริมความแข็งแรงของค่ายรั้วไม้ให้สูงกว่าสองจั้ง
ส่วนคูน้ำก็ไม่ได้ขุด เพราะภายในค่ายมีค่ายทหารเกราะหนักกับกองรถศึก ซึ่งล้วนต้องอาศัยพื้นที่ราบในการพุ่งเข้าจู่โจม
เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย กองทัพทั้งหมดก็เริ่มพักฟื้นกำลัง
แต่ละหน่วยจัดเวรยามออกลาดตระเวนและเฝ้าระวังสลับกัน
แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติ ทุกคนต่างรู้ว่ากองทหารม้าสอดแนมของเว่ยเป้าแทบไร้ช่องโหว่
ในรัศมีหลายร้อยลี้ ไม่ว่ามีความเคลื่อนไหวใด ล้วนถูกส่งข่าวกลับมาในทันที
กองทัพผ้าโพกหัวดำแปดหมื่นนายของชิวเจี้ยเคลื่อนทัพรุกคืบไปข้างหน้า สองวันให้หลังจึงหยุดลง ณ จุดห่างจากเมืองหลินตูไปห้าสิบลี้
พวกเขาเลิกใช้ยุทธวิธีระดมกำลังทั้งกองทัพเข้าบดขยี้และบุกโจมตีอย่างดุดันเช่นแต่ก่อน แล้วเปลี่ยนมาเคลื่อนกำลังรุกคืบอย่างระมัดระวังทีละก้าว
