“ถูกต้อง ต้องเข้าใจและสนับสนุนเขา อีกทั้งยังต้องตามความคิดของเขาให้ทันด้วย”
จ้าวอีเบ้ปากเล็กน้อย “หา? ข้อกำหนดสูงถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า แค่เป็นสาวงามก็พอแล้วหรือ ระหว่างทางที่ยกทัพสู้มา พี่ใหญ่ผู้นั้นมีสตรีอยู่ข้างกายมากมายมิใช่หรือ”
จ้าวอีทอดถอนใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เหตุใดไม่บอกข้าแต่แรกเล่า”
“เจ้าก็ต้องให้โอกาสข้าพูดด้วยสิ”
ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสนามประลอง
เฉียวจวี้ซานมีกำลังมหาศาล ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง หากฟันหรือแทงไม่ถูกจุดสำคัญ ก็แทบไม่หวั่นเกรงดาบหรือทวน
ในที่สุดสวี่จิ้นก็ต้านทานไม่ไหว เพียงเผลอไปชั่วขณะ ดาบเอวในมือก็ปะทะเข้ากับพลองเหล็กของเฉียวจวี้ซาน
เขารู้สึกว่าตั้งแต่หัวไหล่ลงไปชาครึ่งซีก ดาบหลุดมือกระเด็นออกไป ส่วนร่างถอยกรูด
พลองเหล็กของเฉียวจวี้ซานยังคงไล่กระแทกเข้าหาเขา เห็นชัดว่ากำลังจะกระทบอกสวี่จิ้นอยู่รอมร่อ
สวี่จิ้นสะดุดแผ่นศิลาสีเขียวที่แตกกระจายอยู่ใต้เท้า ร่างหงายไปด้านหลังพอดี จึงผ่อนแรงมหาศาลจากพลองที่กระแทกเข้าหน้าอกได้
ร่างของสวี่จิ้นกลิ้งไปบนพื้น เลือดพุ่งออกจากปาก
หลินเฟิงไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงมองภาพในสนามอย่างเงียบงัน
เฉียวจวี้ซานไม่ได้ยินคำสั่งให้หยุด พลองเหล็กจึงยังไล่ตามสวี่จิ้นอย่างกระชั้นชิด
เห็นทีสวี่จิ้นคงต้องสิ้นชีวิตใต้พลองเป็นแน่
จ้าวอีทนดูต่อไปไม่ไหว คนถูกตีล้มลงไปกับพื้นแล้ว เหตุใดยังไม่หยุดมืออีก นี่มิใช่หมายเอาชีวิตกันหรือ
นางไม่ฟังคำห้ามปรามของจ้าวซั่ว ก้าวเท้าพุ่งออกไปทันที
“หยุด! หยุดมือ อย่าตีแล้ว...”
จ้าวอีเร่งฝีเท้าวิ่งไปข้างหน้า พอดีกับสวี่จิ้นที่กลิ้งมาถึง เขาพลิกตัวหลบไปอยู่ด้านหลังจ้าวอี
