ทุกคนรีบเข้ามาพยุงหลินเฟิงขึ้น แล้วช่วยสวมรองเท้าให้
โชคดีที่เขายังไม่ได้ถอดเสื้อผ้า เพียงสวมเสื้อคลุมเพิ่มอีกตัวไว้ด้านนอก
ทุกคนรายล้อมหลินเฟิง พาเขาออกไปข้างนอก
ในห้องด้านนอกยังมีคนยืนอยู่อีกหลายคน เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มีเหวินเฉิงเป็นผู้นำ
เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินออกมา ทุกคนต่างยิ้มแย้ม ประสานมือแสดงความยินดี
ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มสาง หลินเฟิงเดินมาถึงหน้าประตูเรือน พลางส่งสัญญาณให้เฉิงเหลียงเปิดประตู
บานประตูไม้ค่อย ๆ แง้มออกท่ามกลางเสียงเอี๊ยดอ๊าด
หลินเฟิงมองใบหน้ามากมายที่อยู่ด้านนอกประตูเรือนอย่างตะลึงงัน
บนถนนกว้างขวางมีผู้คนมารวมตัวกันแน่นขนัด
ทุกใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจและความคาดหวัง
หลินเฟิงก้าวขึ้นบันไดหน้าประตู แล้วกวาดสายตามองไปรอบด้าน
ราวกับถนนทั้งสายถูกชาวบ้านเบียดเสียดจนเต็ม
ไร้สุ้มเสียง ผู้คนนับไม่ถ้วนเฝ้ารออย่างเงียบงัน
ข่าวที่หลินเฟิงหมดสติยังคงแพร่ออกไปจนได้
ชาวเมืองทั้งเมืองทยอยมารวมตัวกันที่นี่ เมื่อไม่ได้พบหลินเฟิง ก็ไม่มีใครยอมกลับ
หลินเฟิงเห็นว่าผมของชาวบ้านแต่ละคนล้วนจับเกล็ดน้ำค้างแข็ง
เห็นได้ชัดว่าพวกเขายืนอยู่ที่นี่มาทั้งคืน
หลินเฟิงซาบซึ้งใจยิ่งนัก นี่สินะน้ำใจผู้คน สิ่งนี้เรียกว่าผู้คนพร้อมใจกันสนับสนุน
เขาพยักหน้ายิ้มให้ฝูงชน ประสานมือคารวะ
“พี่น้องชาวบ้านทุกท่าน ข้าหลินเฟิงหายดีแล้ว ทำให้ทุกท่านเป็นห่วง ขอบคุณมาก ทุกท่านกลับไปเถิด ขอบคุณ”
ฝูงชนสั่นไหววูบหนึ่ง ราวกับมีชีวิตขึ้นมาในพริบตา เสียงพูดคุยพลันดังระงม
“ดีจริง! ท่านแม่ทัพหลินหายดีแล้ว!”
“ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นไร พวกเจ้ากังวลกันไปเอง...”
“ใครยังกล้าพูดเหลวไหลอีก ข้าจะสาปแช่งบรรพบุรุษมัน...”
